
'หยวน' มา 'ดอลลาร์'' หลบไป
เรียกเสียงฮือฮากระหึ่มจากทุกสารทิศไม่น้อย เมื่อ “ก๊าซพรอม” ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงาน
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา, นันทิยา วรเพชรายุทธ, พรสวรรค์ นันทะ
เรียกเสียงฮือฮากระหึ่มจากทุกสารทิศไม่น้อย เมื่อ “ก๊าซพรอม” ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานก๊าซธรรมชาติสัญชาติรัสเซียบรรลุข้อตกลงลงนามการซื้อขายก๊าซระยะยาว 30 ปี มูลค่ากว่า 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ กับรัฐบาลจีนในรูปแบบเงิน “รูเบิล” (Rible) ของรัสเซีย กับ “เงินหยวน” (Renmenbi) จีน โดยตรง
ขณะที่เพียงไม่กี่วันถัดมา หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ ก็รายงานอ้างข้อมูลความเคลื่อนไหวของบรรดาบริษัทสัญชาติรัสเซีย และอิงคำบอกเล่าจากแหล่งข่าวอย่างหัวหน้าธนาคารดอยช์แบงก์ประจำรัสเซีย ซึ่งระบุว่าในช่วง 23 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีความร่วมมือขนานใหญ่เพื่อเตรียมความพร้อมเปลี่ยนแปลงไปใช้สกุลเงินหยวนของจีนในการทำสัญญาซื้อขายและดำเนินธุรกิจระหว่างกันมากขึ้น
เท่านั้นยังไม่พอความเคลื่อนไหวของเงินหยวนยังเรียกกระแสความสนใจไม่หยุด ด้วยการเปิดฉากเริ่มต้นซื้อขายแลกเปลี่ยนโดยตรงกับหลายประเทศ ไล่เรียงตั้งแต่เงินปอนด์สเตอร์ลิง อังกฤษ เงินเหรียญออสเตรเลีย เงินเหรียญนิวซีแลนด์ เงินเยน ญี่ปุ่น และล่าสุด เงินวอน เกาหลีใต้ ส่งผลให้เงินหยวนเริ่มขยับสถานะที่ต้องการเป็นสกุลเงินสากลของโลกไล่ตามเงินเหรียญสหรัฐ ตามเป้าหมายที่ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง และนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ของจีน ตั้งไว้ว่าต้องการให้เงินสกุลหยวนมีการใช้แพร่หลายไปทั่วโลก
อาจเรียกได้ว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวนับเป็นนัยที่ชัดเจนที่สุด และมีความสำคัญมากที่สุด ที่นักวิเคราะห์หลายสำนักและผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเริ่มมองเห็นบทบาทและอิทธิพลของเงินสกุลหยวน ที่นับวันจะพอกพูนมากขึ้นบนเวทีโลกนับต่อจากนี้
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งยังคงเห็นว่า การพูดว่าเงินหยวนจะผงาดขึ้นมาครองโลก เทียบชั้นหรือเบียดเงินสกุลหลักในปัจจุบันอย่างเหรียญสหรัฐให้ตกขอบดูจะเกินจริงไปสักนิด เนื่องจากเมื่อเทียบสัดส่วนปริมาณการทำธุรกรรมซื้อขายแลกเปลี่ยน การทำข้อตกลงสัญญาธุรกิจ และการดำเนินการชำระหนี้ของเกือบทุกประเทศส่วนใหญ่ยังคงเป็นเงินเหรียญสหรัฐที่ยังเป็นเจ้าตลาดและทิ้งห่างเงินสกุลอื่นๆ
ข้อมูลจากการสวิฟท์ หรือระบบแลกเปลี่ยนเงินระหว่างประเทศระดับโลก พบว่า การใช้จ่ายทั่วโลกด้วยเงินหยวนยังมีสัดส่วนอยู่เพียงแค่ 1.4% เท่านั้น เมื่อเทียบกับเงินสกุลเหรียญสหรัฐที่ 42.5%
กระนั้นสิ่งที่เงินหยวนสามารถเรียกความสนใจและทำให้ทุกฝ่ายหันมาจับตามองได้ก็คือ อัตราความเร็วที่สกุลเงินหยวนสามารถไต่ระดับขึ้นมามีบทบาทสำคัญในแวดวงการซื้อขายระหว่างประเทศได้ภายในระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้น
ทั้งนี้ เมื่อพลิกดูที่อัตราความเร็วของการที่หลายประเทศเริ่มหันมาใช้เงินหยวน สวิฟท์ พบว่า ในปี 2014 ค่าเงินหยวนได้รับการจัดอันดับให้เป็นสกุลเงินที่มีการใช้เพื่อการชำระเงินระหว่างประเทศมากที่สุดเป็นอันดับ 7 ของโลก จากอันดับที่ 20 ในการจัดอันดับเมื่อปี 2012
อัตราความเร็วที่ไม่ธรรมดานี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นสอดคล้องตรงกันว่าเป็นผลพวงจากความพยายามของรัฐบาลจีนเป็นหลัก หลังประกาศนโยบายชัดเจนที่จะผลักดันค่าเงินหยวนให้เป็นสกุลเงินสากลของโลก (Yuan Internationalization) ตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา
ขั้นตอนการดำเนินการของรัฐบาลจีนไล่เรียงตั้งแต่การทำข้อตกลงซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินหยวน โดยตรงกับประเทศต่างๆ ซึ่งขณะนี้มีแล้วถึง 6 ประเทศตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น การเจรจาเพื่อเป็นศูนย์กลางซื้อขายหยวนนอกประเทศจีน (Yuan Trading Hub) อย่าง สิงคโปร์ ฮ่องกง เพื่อใช้หยวนการทำข้อตกลงทางธุรกิจ การเดินหน้าเพื่อตั้งธนาคาร เพื่อการใช้เงินหยวนชำระหนี้ (Clearing House) ทั้งใน แฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี ลอนดอน อังกฤษ และโซล เกาหลีใต้ รวมถึงการทำข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อแลกเปลี่ยนเงินตรา (สวอปไลน์) ระหว่างธนาคารกลางจีนกับธนาคารกลางของหลายประเทศทั่วโลก
นอกจากนี้ การก้าวขึ้นมาบนเวทีโลกของค่าเงินหยวน ยังเป็นผลพวงมาจากการขยายตัวเติบโตทางเศรษฐกิจของพญามังกรเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจีนกลายสถานะเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับหนึ่งหรืออันดับต้นๆ ของแต่ละประเทศ
ดังนั้น การทำข้อตกลงซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินหยวน โดยตรงกับเงินสกุลประเทศนั้นๆ โดยไม่ผ่านสกุลเงินกลางยอดนิยมอย่างเหรียญสหรัฐ จึงถือได้ว่าเป็นตัวช่วยสำคัญที่นอกจากจะลดความยุ่งยากแล้ว ยังช่วยประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายจากค่าธรรมเนียมของการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศลงได้ ซึ่งสำหรับการค้าที่มีมูลค่ามหาศาล การแลกเปลี่ยนโดยตรงนับว่ามีเอื้อประโยชน์ต่อกิจการเต็มๆ ทีเดียว
แน่นอนว่า การเดินหน้าผลักดันอย่างเต็มที่ บวกกับความพยายามของรัฐในการรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจของพญามังกรต่อไป ทำให้หลายประเทศเริ่มหันมาพิจารณาเรื่องการใช้เงินหยวนในการซื้อขายแลกเปลี่ยนโดยตรง โดยเฉพาะ ในกรณีที่ต้องทำธุรกรรมการค้ากับบรรดาบริษัทสัญชาติจีนทั้งหลาย ที่นับวัน ภาคเอกชนเหล่านี้เริ่มขยับขยายไปลงทุนหรือทำการค้าในต่างแดนมากขึ้นทุกที
หยวนผงาดค้าไทยจีน
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สนับสนุนให้มีการใช้สกุลเงินท้องถิ่นอย่างเงินหยวนมาตั้งแต่ปี 2554 เห็นได้จาก ธปท.และธนาคารกลางของจีนมีการลงนามความร่วมมือสวอปไลน์เงินหยวนและบาท เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2554 ภายใต้วงเงินถึง 7 หมื่นล้านหยวน หรือประมาณ 3.2 แสนล้านบาท โดยมีอายุสัญญา 3 ปี สิ้นสุดวันที่ 22 ธ.ค. 2557 เพื่อแลกเปลี่ยนสภาพคล่องเงินบาทและหยวนกัน ซึ่งในช่วงปี 2554 ไทยมีมูลค่าการนำเข้าและส่งออกกับจีนประมาณ 5.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่ามีมูลค่าสูงขึ้นต่อเนื่อง
แต่การใช้เงินหยวนก็ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก และไทยยังไม่สามารถถือเงินหยวนนับเป็นทุนสำรองทางการได้ เนื่องจากเงินหยวนยังมีข้อจำกัดในการคิดอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เป็นสากล จากระเบียบการให้ใช้เงินหยวนของจีนเอง ทำให้การค้าส่วนใหญ่ยังพึ่งสกุลหลักอย่างเงินเหรียญสหรัฐ ยูโร ปอนด์ เยน อยู่เช่นเดิม บวกกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ยังไม่ยอมรับเงินหยวนเป็นเงินสกุลหลักของโลก จึงยังไม่สามารถนับเป็นสกุลเงินหลักที่อยู่ในทุนสำรองระหว่างประเทศ เพราะตามหลักไอเอ็มเอฟเงินสกุลที่จะนับได้ต้องเทียบเคียงซื้อขายแลกเปลี่ยนคล่องตัวและเป็นสากล ปัจจุบัน ธปท.เองจึงยังไม่ได้ถือเงินหยวนเป็นสินทรัพย์ในทุนสำรองทางการ
แม้ ธปท. จะไม่นับเป็นทุนสำรองทางการ แต่ก็มีการส่งเสริมร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ให้ภาคธุรกิจไทยหันมาใช้เงินหยวน ในการทำการค้าและธุรกรรมการเงินโดยตรงกับจีนมากขึ้นเป็นดำดับ เพื่อเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน และลดผลกระทบจากความผันผวนของเงินเหรียญสหรัฐและสกุลหลักของโลก ซึ่งเคยเกิดขึ้นในช่วงปี 2551 จากวิกฤตการณ์ภาคการเงินสหรัฐและการทำมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) จนทำให้ค่าเงินบาทและสกุลเงินในภูมิภาคเอเซียผันผวนไปด้วยจากภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าออก
พาน ซินหยวน ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารแห่งประเทศจีน (แบงก์ออฟไชน่า) เปิดเผยว่า กรณีของก๊าซพรอมและจีนที่ผลักดันการใช้เงินหยวนอย่างจริงจังทั่วโลกนั้น คาดว่าจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและส่งผลให้มีการใช้เงินหยวนมากขึ้นอย่างแน่นอนทั้งในไทยและกลุ่มประเทศอาเซียน
“ปัจจุบันเงินหยวนขึ้นมาเป็นสกุลเงินอันดับ 7 ของโลกแล้วในปีนี้ ถือว่าขึ้นมาเร็วมาก แม้ในไทยจะถือว่ายังน้อยอยู่ โดยมีสัดส่วนเพียงประมาณ 0.8% ตามข้อมูลของสวิฟท์ แต่เราเชื่อว่าสัดส่วนจะเพิ่มขึ้นแน่นอน ทั้งจากการค้าทวิภาคีและจากการสนับสนุนของ ธปท. ซึ่งมีสวอปไลน์เงินหยวนและสนับสนุนการใช้เงินสกุลท้องถิ่นในการค้าชายแดนไทยจีน” นายพาน กล่าว
ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่แบงก์ออฟไชน่า กล่าวด้วยว่า หากมีการจัดตั้งเคลียริ่งเฮาส์ขึ้นในไทย ตามที่นายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง เสนอระหว่างเยือนไทยเมื่อปี 2556 ก็จะยิ่งส่งเสริมการใช้เงินหยวนในไทยมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ การค้าชายแดนกับอาเซียนนับเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่จีนผลักดันการใช้เงินหยวน เพื่อชำระสินค้าและบริการ หลังจากที่เริ่มนำร่องมาตั้งแต่ 5 ปีก่อน โดยมีปริมาณการใช้เงินหยวนจนถึงเดือน มิ.ย. 2556 มากถึงกว่า 1.12 ล้านล้านหยวน และจีนยังผลักดันผ่านการเปิดสวอปไลน์กับหลายประเทศในอาเซียน ซึ่งมีวงเงินรวมกันทั้งสิ้นถึง 1.4 ล้านล้านหยวน
นายพิพิธ เอนกนิธิ รองกรรมการผู้จัดงานสายงานธุรกิจระหว่างประเทศ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า จากการอัพเดทข้อมูลเมื่อเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา พบว่า มีลูกค้าของกสิกรไทยหันมาสอบถามและใช้เงินหยวนในการทำธุรกรรมการค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังเป็นสัดส่วนที่น้อยหากเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ แต่ก็นับว่าเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะผู้ประกอบการเริ่มรู้จักช่องทางนี้มากขึ้น และเห็นเสถียรภาพในเงินหยวนมากขึ้น
ขณะที่นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือคนใหม่ มองว่า แม้ขณะนี้ผู้ประกอบการไทยจะใช้เงินหยวนทำธุรกรรมในสัดส่วนที่น้อยมากหากเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ แต่สัดส่วนการใช้จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนทั้งในไทยและกลุ่มประเทศอาเซียน เนื่องจากเชื่อว่ารัฐบาลจีนจะผลักดันกระบวนการทำให้เงินหยวนเป็นสกุลเงินสากลของโลกอย่างเข้มข้นต่อไปแน่นอน อีกทั้งจีนยังเป็นคู่ค้ารายใหญ่กับอาเซียน
“แม้ตอนนี้ผู้ส่งออกจะยังไม่ได้ตื่นตัวกับเงินหยวนมากนัก แต่ในท้ายที่สุดแล้ว จีนเองจะเป็นฝ่ายที่ผลักดันให้มีการใช้เงินหยวนมากขึ้นทั้งภูมิภาค ในฐานะที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ซึ่งเราเองก็ควรจะเร่งศึกษาเรื่องนี้เอาไว้” นายนพพร กล่าว







