
เครือสกพัฒน์ปีนี้...ไม่หวังฟื้น
เมื่อวันศุกร์ที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา กลุ่มสหพัฒนพิบูล ได้จัดงานพบนักวิเคราะห์และนักลงทุน การให้ข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในครั้งนี้ ได้ข้อสรุปว่ากลุ่มไม่หวังว่าธุรกิจจะเติบโตทันทีในปีนี้ ภายหลังมีรัฐบาลภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะการบริโภคในประเทศรอรัฐบาลใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นใน 1-2 ปีข้างหน้า
เมื่อวันศุกร์ที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา กลุ่มสหพัฒนพิบูล ได้จัดงานพบนักวิเคราะห์และนักลงทุน การให้ข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในครั้งนี้ ได้ข้อสรุปว่ากลุ่มไม่หวังว่าธุรกิจจะเติบโตทันทีในปีนี้ ภายหลังมีรัฐบาลภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะการบริโภคในประเทศรอรัฐบาลใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นใน 1-2 ปีข้างหน้า
ในช่วงจังหวะนี้ กลุ่มจึงทุ่มลงทุนเพื่อรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นภายหลังการมีรัฐบาลใหม่ หลังการปฏิรูปเสร็จสิ้นแล้วใน 1-2 ปีข้างหน้า
รวมถึงการวางแผนเจาะตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะเริ่มต้นในปี 2558
5 ปีที่ผ่านมา 14 บริษัทจดทะเบียนใน ตลท.ใน 19 บริษัทของกลุ่มนี้ มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ใน ตลท. 6.8 หมื่นล้านบาท และเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ 12% มาอยู่ที่ 1.17 แสนล้านบาท เมื่อปี 2556 นอกจากนั้นยังจ่ายปันผลปีละ 7% จากเงินปันผล 5 ปีก่อน 2,200 ล้านบาท เพิ่มเป็น 3,000 ล้านบาท
แต่ปีนี้ค่าเฉลี่ยแนวโน้มการเติบโตของกลุ่มกลับลดลงมาอยู่ที่เลขหลักเดียวตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แม้สถานการณ์เมืองสงบ แต่ยังรอความหวังจากผลการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงในปีนี้
คะแนนธรรมาภิบาล 5 บริษัท ได้คะแนนดีเลิศ และอีก 7 บริษัท ได้คะแนนดีมาก
จันทรา บูรณฤกษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง (SPI) กล่าวว่า รายได้ของบริษัทมาจากการลงทุนในบริษัทในกลุ่ม โดยปีนี้ตั้งเป้ารายได้เติบโต 7% จากปีก่อนที่มีรายได้ 4,177 ล้านบาท โดยเน้นลงทุนในประเทศในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งในปี 2558 รองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
บุญเกียรติ โชควัฒนา กรรมการผู้จัดการ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล (ICC) กล่าวว่า รายได้ปีนี้คาดว่าจะใกล้เคียงปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 13,933 ล้านบาท เพราะครึ่งปีแรกมียอดขายลดลงจากปีก่อน เป็นผลมาจากสถานการณ์ทางการเมืองส่งผลให้ความเชื่อมั่นของลูกค้า โดยเฉพาะชาวต่างชาติยังไม่กลับเข้ามา
“อยากร้องขอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือรัฐบาลชุดใหม่ เข้ามากระตุ้นกำลังซื้อให้มากขึ้น การที่ คสช.มีแผนลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาใช้จ่ายในประเทศไทยมากขึ้นนั้น บริษัทมองว่าจะดีต่อบริษัทพอสมควรในแง่ของขีดความสามารถในการแข่งขัน”
ทั้งนี้ คาดว่าครึ่งปีหลังจะสามารถเร่งอัตราการเติบโตของรายได้ให้เพิ่มขึ้นถึงระดับ 5% เพื่อให้รายได้ทั้งปีออกมาใกล้เคียงกับปีก่อน โดยจะเน้นทำการตลาดมากขึ้นทั้งการส่งเสริมการขาย การออกโปรโมชั่นและแคมเปญต่างๆ
บริษัทจะเน้นการทำตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยจะเข้าไปตั้งบริษัทจัดจำหน่ายให้กับห้างสรรพสินค้าต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนได้ภายใน 2 ปีนี้ เพื่ออีก 3 ปีข้างหน้าคาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนรายได้ในต่างประเทศให้มากกว่า 10% จากปัจจุบันมีไม่ถึง 5% เพื่อบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจ
ผาสุข รักษาวงศ์ กรรมการรองผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท สหพัฒนพิบูล (SPC) กล่าวว่า 5 เดือนแรกปีนี้ รายได้ของบริษัทเติบโตเพียงเกือบ 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าสถานการณ์การเมืองขณะนี้มีความสงบ แต่คาดว่ายังไม่ส่งผลดีต่อกำลังซื้อของคน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนจากโครงการรถคันแรก
ทั้งนี้ คาดว่ากำลังซื้อจะฟื้นตัวในไตรมาส 4 ปีนี้ และทำให้ทั้งปีรายได้จะเติบโตเกือบ 5% จากปีก่อนที่มีรายได้ 26,950 ล้านบาท
บริษัทเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่กลุ่มผลิตและนอกเครือด้วย โดยสถานการณ์การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกรุนแรง โดยเฉพาะร้านค้าปลีกทันสมัย แต่บริษัทมีจุดแข็งที่มีหน่วยการขายตั้งอยู่ต่างจังหวัดทำให้แนวโน้มธุรกิจใน 3 ปีนี้ปรับตัวดีตามการบริโภคในต่างจังหวัด
สำหรับแผนใน 3 ปี จะมีการรวมหน่วยการขายเพื่อให้มีหน่วยการขายเพิ่มขึ้น และจะเพิ่มช่องทางจำหน่าย และใช้กลยุทธ์ควบรวมกิจการเพื่อให้มีการเติบโตได้มากขึ้น
สุชัย รัตนเจียเจริญ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ (TF) กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้ายอดขายในต่างประเทศช่วง 3 ปีข้างหน้า จะเติบโตได้ 30% จากปีนี้ที่คาดว่ายอดขายของโรงงานในต่างประเทศจะอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ มากขึ้น และขยายช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพัฒนากลุ่มลูกค้าใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันจะยังคงรักษาอัตรากำไรให้ใกล้เคียงปีก่อนด้วยการควบคุมต้นทุน
สำหรับปีนี้ บริษัทคาดว่ารายได้รวมจะเติบโต 5% จากปีก่อนที่ทำได้ 1.18 ล้านบาท ลดลงจากอัตราปกติที่เคยเติบโตปีละ 10% เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังไม่กลับเข้ามาเต็มที่ เป็นผลมาจากการที่ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
อย่างไรก็ตาม บริษัทเชื่อว่าปีนี้ยังมีความสามารถในการทำกำไรได้ โดยในช่วง 5 เดือนแรก บริษัทมีผลกำไรเติบโต 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สุชัย มองว่า ในปีนี้ภาวะตลาดการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขณะนี้ค่อนข้างทรงตัว หรือมีมูลค่าตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท คาดว่าในครึ่งปีหลังนี้ตลาดการบริโภคโดยรวมจะปรับตัวดีขึ้น คาดว่าจะเติบโตได้ระดับ 5% จากผลสำรวจของสมาคมบะหมี่โลกที่ประเมินว่าการบริโภคบะหมี่สำเร็จรูปจะอยู่ที่ 50 ซอง/คน/ปี
นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาการทำธุรกิจอาหารประเภทเส้น โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปี 2557 ซึ่งมีโอกาสที่จะเป็นการเข้าไปควบรวมกิจการ ขณะเดียวกันก็ยังมีการศึกษาการร่วมทุนกับบริษัทในต่างประเทศโดยมองที่ประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกา โดยตั้งงบลงทุนไว้ไม่เกิน 500 ล้านบาท
อภิชาติ ธรรมมโนมัย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ หรือ PB ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ กล่าวว่า บริษัททุ่มงบ 2,000 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ ที่นิคมอุตสาหกรรมบางชัน คาดว่าจะเริ่มเปิดสายการผลิตได้ 1-2 ปีข้างหน้านี้ บริษัทมุ่งพัฒนาสินค้าพร้อมรับประทาน จากปัจจุบันมีสินค้าร่วม 200 รายการ ขณะนี้ต้องการแข่งขันรุนแรง กลุ่มค้าปลีกหันมาพัฒนาเบเกอรี่แข่งขันกับฟาร์มเฮ้าส์
ทั้งนี้ บริษัทเริ่มส่งออกสินค้าไปจำหน่ายที่ญี่ปุ่น และการค้าระหว่างชายแดน นำร่องที่ลาว และเตรียมขยายตลาดในอาเซียน สำหรับรายได้สิ้นปีตั้งเป้าเติบโต 9% จากปีก่อนที่มีรายได้ 6,443 ล้านบาท แต่รายได้ปัจจุบันเติบโตโดยเฉลี่ยเพียง 8%
ดังนั้น บริษัทจึงต้องสร้างรายได้เติบโต 9% ในทุกเดือน เพื่อผลักดันให้รายได้ตามเป้าหมาย หลังจากไตรมาสแรกโต 11% และไตรมาส 2 โต 67%
ธีรดา อำพันวงษ์ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอ ซี ซี หรือ OCC กล่าวว่า บริษัทคาดว่ารายได้ปีนี้จะอยู่ที่ราว 1,500 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อนที่มีรายได้ 1,556 ล้านบาท เนื่องจากช่วงครึ่งปีแรกบริษัทได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ช่วงปลายปีก่อน ส่งผลให้การบริโภคของประชาชนลดน้อยลงไปด้วย ส่งผลให้ในช่วงครึ่งปีแรกยอดขายลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 10%
บริษัทมีแผนจะกระตุ้นตลาดตั้งแต่ในช่วงไตรมาส 4/2557 เป็นต้นไป โดยจะไม่เริ่มกระตุ้นตลาดเร็วเกินไป เนื่องจากมองว่ากำลังซื้อจะไม่กลับมาเร็วมากนัก
ปีนี้บริษัทจะรักษารายได้ให้อยู่ที่ 1,500 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อนเพราะครึ่งปีแรกได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ด้านกำลังซื้อคงจะยังไม่กลับมาเร็วนัก มองว่าคงจะเริ่มกลับมาตั้งแต่ไตรมาส 3 แต่จะไม่มาก แต่ในไตรมาส 4 จะเห็นชัดเจนมากขึ้น บริษัทจะเริ่มทำการตลาดตอนนั้น เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด
นอกจากนี้ บริษัทมีแผนจะบุกตลาดเออีซีให้มากขึ้น โดยปัจจุบันมีจำหน่ายไปแล้วยังประเทศเวียดนามและพม่า รายได้ต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วน 45% ของรายได้รวม และตั้งเป้าจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 10% ใน 35 ปี นับตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป
วิโรจน์ ธีรวัฒน์วาที กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหโคเจน (ชลบุรี) หรือ SCG กล่าวว่า แผนธุรกิจระยะ 1-2 ปี บริษัททุ่มงบกว่า 1,500 ล้านบาท สร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ที่สวนนิคมอุตสาหกรรมศรีราชา คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2559 มีกำลังการผลิต 50 เมกะวัตต์ ส่งผลให้บริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 25% เพื่อรองรับกับการขยายธุรกิจภายในเครือสหพัฒน์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งการผลิตสินค้าป้อนตลาดในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังรุกธุรกิจชีวมวล ลงทุน 5060 ล้านบาท สร้างโรงงานที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ส่งออกไปจำหน่ายในพม่า โดยมีปริมาณการผลิต 600 ตัน/ปี และพร้อมจะเพิ่มกำลังผลิต 3 เท่าตัวภายใน 1 ปี หากตลาดมีความต้องการ
สถานการณ์ที่เศรษฐกิจชะลอ กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่อย่างสหพัฒน์รู้จังหวะและเตรียมพร้อมเพื่อรอวงจรเศรษฐกิจเติบโตในรอบต่อไปในปีหน้า โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าจะเริ่มวงจรเติบโตแบบก้าวกระโดด







