posttoday
คุณ‘มักน้อย’เกินไปหรือไม่ โดยการลงทุน ในกองทุนรวม‘ทริกเกอร์’

คุณ‘มักน้อย’เกินไปหรือไม่ โดยการลงทุน ในกองทุนรวม‘ทริกเกอร์’

30 มิถุนายน 2557

ในตลาดหุ้นการลงทุนระยะสั้นและยาวล้วนมาพร้อมกับความเสี่ยงและไม่มีอะไรรับประกันได้ในตลาดหุ้น วันนี้อาจเป็นวันดี แต่พรุ่งนี้อาจเป็นวันที่แย่มาก เป็นผลจากการได้กำไรหรือขาดทุนมากในแต่ละกรณี ในระยะสั้นตลาดมีความเสี่ยงมากและคนมักคิดว่าสามารถเอาชนะตลาดได้ เช่น ซื้อต่ำขายสูง แต่เชื่อผมเถอะจากประสบการณ์กว่า 25 ปี การคาดเดาทิศทางตลาดสามารถคิดง่ายกว่าทำ เพราะคุณจะต้องคาดเดาและเลือกเวลาที่ถูกต้องถึงสองครั้ง คือ ต้องซื้อและขายในช่วงเวลาที่ถูกต้องและเหมาะสม

ในตลาดหุ้นการลงทุนระยะสั้นและยาวล้วนมาพร้อมกับความเสี่ยงและไม่มีอะไรรับประกันได้ในตลาดหุ้น วันนี้อาจเป็นวันดี แต่พรุ่งนี้อาจเป็นวันที่แย่มาก เป็นผลจากการได้กำไรหรือขาดทุนมากในแต่ละกรณี ในระยะสั้นตลาดมีความเสี่ยงมากและคนมักคิดว่าสามารถเอาชนะตลาดได้ เช่น ซื้อต่ำขายสูง แต่เชื่อผมเถอะจากประสบการณ์กว่า 25 ปี การคาดเดาทิศทางตลาดสามารถคิดง่ายกว่าทำ เพราะคุณจะต้องคาดเดาและเลือกเวลาที่ถูกต้องถึงสองครั้ง คือ ต้องซื้อและขายในช่วงเวลาที่ถูกต้องและเหมาะสม

ระยะสั้นคือสั้นแค่ไหน หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าระยะสั้นคือต่ำกว่า 1 ปี ในมุมมองของตลาดหุ้นระยะสั้นคือห้าปีหรือสั้นกว่า กฎที่ดีคือหากคุณต้องการเงินในช่วงห้าปีข้างหน้า คุณควรจะแบ่งพอร์ตของคุณให้ รวมถึงความต้องการทางการเงินในระยะสั้น

อีกประเด็นที่ควรจะทราบคือ หากคุณไม่ได้ซื้อขายเป็นประจำ (Day trader) การลงทุนระยะสั้นดูจะไม่สมเหตุสมผลสำหรับคุณ น่าเสียดายที่ทุกวันนี้มีคนจำนวนมากที่เลือกลงทุนระยะสั้น และผมก็มีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับแนวความคิดของกองทุนรวม “ทริกเกอร์” กองทุนรวมดังกล่าวมักจะเป็นกองทุนรวมที่กำหนดเป้าหมายผลตอบแทนไว้แล้ว โดยปกติจะมีเป้าหมายผลตอบแทนประมาณ 10-15% เมื่อกองทุนดังกล่าวสามารถดำเนินการถึงเป้าที่กำหนดไว้ก็จะมีการยุบกองทุนโดยคืนเงินต้นและเงินกำไรให้กับนักลงทุน โดยหลักการนั้นเป็นความคิดที่ดี ใครล่ะที่ไม่อยากจะได้กำไร 15% อย่างรวดเร็ว แต่ผมก็มีข้อโต้เถียงว่าทำไมหยุดที่ 15% ทำไมไม่ไปถึง 100% ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET) เคยมีการขยับขึ้นถึง 100% โดยในปี 2552 ถึงขยับขึ้น 60% และปี 2553 ขึ้น 40% ผมมองว่ากองทุนทริกเกอร์เอาเปรียบตัวเองและนักลงทุนด้วยมุมมองตลาดในระยะสั้น

ที่สำคัญกว่านั้นนี่เป็นเพียงครึ่งเรื่องเท่านั้น หากคุณอ่านเอกสารชี้ชวนของกองทุนดังกล่าวอย่างถี่ถ้วน คุณจะไม่พบข้อความไหนที่เขียนเกี่ยวกับการป้องกันการสูญเสีย อย่าลืมว่าตลาดสามารถปรับขึ้นและลงได้ทั้งสองทางหากกองทุนเริ่มขาดทุนจะไม่มีกลไก “ทริกเกอร์” ที่จะช่วยจำกัดการสูญเสีย ในกรณีที่แย่ที่สุดนักลงทุนอาจจะขาดทุนเงินต้นทั้งหมดได้ ในช่วงวิกฤต Subprime ในปี 2551 ดัชนี SET ลดลง 50% ในหนึ่งปี และในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย ปี 2540 ซึ่งเริ่มขึ้นในประเทศไทย ดัชนี SET ปรับลดลงห้าปีติดต่อกัน (2537-2541) โดยเฉลี่ยตลาดจะตกต่ำประมาณ 1 ปี แต่เราก็เคยเห็นการตกต่ำที่ยาวกว่าเช่นในปี 2540 และหากคุณเป็นนักลงทุนระยะสั้น คุณจะขาดทุนมากหากเลือกขายในช่วงเวลาที่ผิด และเชื่อผมเถอะนักลงทุนส่วนมากจะเลือกขายในช่วงเวลาที่ผิด ผมรู้ว่านักลงทุนจำนวนมากตกใจและขายหุ้นของตนในวิกฤตปี 2540 และ 2551 ในช่วงที่ตลาดปรับตัวลง 50% ในหนึ่งปี โดยจะไม่ได้รับเงินต้นกลับมาหากพลาดจังหวะการซื้อคืนช่วงขาขึ้นในปีต่อๆ มา

นอกจากนี้ ทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ก็ไม่เข้าข้างคุณ หากคุณขาดทุน 50% ในหนึ่งปี ก็จะทำให้ยากขึ้นเท่าตัว เพราะคุณจะต้องได้ผลตอบแทน 100% เพื่อจะตีเสมอ วิกฤต Subprime ในปี 2551 นั้นเป็นตัวอย่างที่ดี ดัชนี SET ปรับตัวลดลง 50% ในปีนั้น แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาวที่ไม่ได้ตกใจและยังคงถือหน่วยลงทุนจนถึงปี 2553 นักลงทุนเหล่านี้จะได้ทุนกลับทั้งหมด เพราะตลาดพลิกตัวอย่างแรง (มีผลตอบแทน 100%) ในช่วงปี 2552-2553 และสำหรับนักลงทุนที่ได้ทำ Dollar Cost Average ในช่วงที่ตลาดตกต่ำก็จะได้กำไรบ้าง เพราะโดยเฉลี่ยต้นทุนลดลง

ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะพูดถึงคือ เมื่อลงทุนในตลาดหุ้นผลตอบแทนของคุณมีส่วนประกอบ 2 อย่าง คือ ความเป็นไปได้ที่จะได้กำไร (Potential Capital Gain) กับรายได้จากปันผล (Dividend) นักลงทุนระยะสั้นส่วนมากจะลืมนึกถึงเงินปันผล ซึ่งอาจจะมากถึง 50% ของผลตอบแทนทั้งหมด ตามการวิเคราะห์ของ Morningstar เงินปันผลซึ่งเป็นส่วนแบ่งของรายได้ของบริษัทที่มอบให้ผู้ถือหุ้นมีส่วนแบ่ง 45% ของผลตอบแทนรวมของดัชนี S&P ตั้งแต่ปี 2473 หุ้นที่เน้นเงินปันผลอาจเป็นแหล่งรายได้ที่ดีและสามารถปกป้องคุณในช่วงตลาดตกต่ำ

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว