
จุดวัดใจ
ต้องยอมรับว่าทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงสั้นเริ่มเดินทางมาถึง “จุดวัดใจ” กล่าวคือ คำว่า จุดวัดใจ ก็คือ ณ จุดนี้ตลาดหุ้นจะลงหรือขึ้นก็ไม่น่าเกลียดในแง่ปัจจัย เพราะต้องยอมรับว่าในแง่มูลค่าของราคาหุ้นในตลาดหุ้นไทย ณ ขณะนี้ P/E ก็อยู่ในระดับ 15 เท่า กรณีการคาดการณ์กำไรของปี 2557 ซึ่งเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าไม่ถูก แม้เงินปันผลที่จ่ายออกมาจะดูสูง โดยส่วนตัวก็ไม่ค่อยแน่ใจว่า นำหุ้นตัวที่ขาดทุนนำมาคำนวณหรือไม่ หรือนำเฉพาะหุ้นที่จ่ายปันผลมาคำนวณ แต่ข้อได้เปรียบที่ชัดเจนที่สุดในตลาดหุ้นไทยก็คือสภาพคล่อง ซึ่งก็ต้องยกผลประโยชน์เหล่านี้ให้นักลงทุนรายย่อยที่เป็นสีสันในตลาดหุ้น แม้หลายท่านจะมีความเชี่ยวชาญที่สูงมากก็ตาม แปลง่ายๆ ก็คือ การขายทำกำไรก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ เพราะการวิ่งขึ้นในภาพใหญ่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี แต่กรณีมองในด้านบวกก็ต้องยอมรับว่า โอกาสในการลงทุนด้านอื่นๆ ก็ยังไม่มี อีกทั้งการปลดล็อกทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็น่าจะทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังดีขึ้น และก็น่าจะเพิ่มมากขึ้นในปีหน้า ซึ่งน่าจะทำให้การคาดหวังมีสูงขึ้น และในช่วง 12 เดือ
ต้องยอมรับว่าทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงสั้นเริ่มเดินทางมาถึง “จุดวัดใจ” กล่าวคือ คำว่า จุดวัดใจ ก็คือ ณ จุดนี้ตลาดหุ้นจะลงหรือขึ้นก็ไม่น่าเกลียดในแง่ปัจจัย เพราะต้องยอมรับว่าในแง่มูลค่าของราคาหุ้นในตลาดหุ้นไทย ณ ขณะนี้ P/E ก็อยู่ในระดับ 15 เท่า กรณีการคาดการณ์กำไรของปี 2557 ซึ่งเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าไม่ถูก แม้เงินปันผลที่จ่ายออกมาจะดูสูง โดยส่วนตัวก็ไม่ค่อยแน่ใจว่า นำหุ้นตัวที่ขาดทุนนำมาคำนวณหรือไม่ หรือนำเฉพาะหุ้นที่จ่ายปันผลมาคำนวณ แต่ข้อได้เปรียบที่ชัดเจนที่สุดในตลาดหุ้นไทยก็คือสภาพคล่อง ซึ่งก็ต้องยกผลประโยชน์เหล่านี้ให้นักลงทุนรายย่อยที่เป็นสีสันในตลาดหุ้น แม้หลายท่านจะมีความเชี่ยวชาญที่สูงมากก็ตาม แปลง่ายๆ ก็คือ การขายทำกำไรก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ เพราะการวิ่งขึ้นในภาพใหญ่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี แต่กรณีมองในด้านบวกก็ต้องยอมรับว่า โอกาสในการลงทุนด้านอื่นๆ ก็ยังไม่มี อีกทั้งการปลดล็อกทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็น่าจะทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังดีขึ้น และก็น่าจะเพิ่มมากขึ้นในปีหน้า ซึ่งน่าจะทำให้การคาดหวังมีสูงขึ้น และในช่วง 12 เดือนข้างหน้าก็คาดว่าน่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลในการบริหารงานชุดใหม่
ปัจจัยที่กล่าวมาจึงต้องยอมรับว่า การมองทิศทางตลาดหุ้นไทยถ้ามองในทิศทางด้านใดด้านหนึ่งจะลำบาก แต่คาดว่าในระยะ 12 สัปดาห์นี้ความชัดเจนจะมากขึ้น เหตุผลก็เนื่องจากทิศทางทางเศรษฐกิจในช่วงสั้นจะเริ่มมีความชัดเจนว่าจะมีการดำเนินในทิศทางไหน การตอบรับของราคาหุ้น นักลงทุนในตลาดหุ้นจะตัดสินว่ามีการรับข่าวไปแล้วหรือยัง? อีกทั้งการทำปิดภาคครึ่งปีกำลังจะสิ้นสุดในต้นสัปดาห์หน้า ซึ่งความจำเป็นในการซื้อของนักลงทุนสถาบันน่าจะเริ่มลดลง กล่าวง่ายๆ ก็คือจะเริ่มมีการวัดกำลัง ซึ่งเมื่อมาประเมินในการวิเคราะห์ทางเทคนิคระยะสั้นก็จะได้ความหมายที่ใกล้เคียงกัน โดยกรอบบนอยู่ที่ 1,4751,477 ส่วนกรอบล่างอยู่บริเวณ 1,450 โดยประมาณ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า กรณี Set Index มีการผ่านกรอบดังกล่าวก็จะมีแรงซื้อหรือขาย
ทั้งหมดที่กล่าวมาจึงน่าจะมีการนำเสนอได้ว่า นี่ก็คือจุดวัดใจในสิ่งที่เกิดขึ้น การวัดใจแรกจะเกิดจากว่า 12 วันทำการนี้ผ่านด่าน 1,4751,477 หรือไม่ เพราะไม่ผ่านจะมีการลงมาทดสอบ 1,450 แต่การวัดใจใหญ่ก็คือการขึ้นหรือลงในกรอบ 1,450 กับ 1,4751,477 และภาพรวมจะเป็นจุดที่ต้องชี้ว่า ทิศทางของ Set Index ที่เป็นขาขึ้นมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นปีจะสิ้นสุดขาขึ้นเมื่อไร วกกลับมาพิจารณาการเคลื่อนไหวของทิศทางหุ้นรายกลุ่มในระยะสั้น จะพบว่ากรณีตลาดรวมมีการปรับตัวขึ้นไปต่อ การขับเคลื่อนขึ้นจะเป็นด้วยกลุ่มพลังงาน (ราคาน้ำมัน) ธนาคารพาณิชย์ (ขนาดใหญ่เท่านั้น) และ ICT (เฉพาะบางบริษัท) แต่กรณีทิศทางของ Set Index แกว่งตัวในกรอบ หุ้นขนาดเล็กกลาง จะเข้ามาในจุดที่นักลงทุนให้ความสนใจมากขึ้น ภาพใหญ่ที่ควรติดตามเป็นอย่างยิ่งก็คือ การตอบรับต่อข่าวตลาดหุ้นไทยในเชิงบวก จะเหลือเพียงข่าวใหญ่ข่าวเดียวก็คือ การตอบรับรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งไม่น่าจะทราบในช่วงนี้ น่าจะรอ 12 เดือน ที่พอจะล่วงรู้ คำถามก็คือ ในช่วงเวลาก่อนเวลาดังกล่าว ตลาดหุ้นจะมีปัจจัยบวกอะไรมากระตุ้น หรือจุดหมดรอบของตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นจะใกล้เข้ามา ซึ่งก็น่าจะใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ 1,500 จุด !!!
ของฝากสุดท้ายของบทความ สำหรับท่านผู้อ่านที่ชอบเรียนรู้การวิเคราะห์ทางเทคนิค ท่านสามารถเข้าไปใช้กราฟได้ที่ http://www.aekinvestment.com/ ซึ่งบ่อยครั้งจะมีการสอนวิธีใช้ในการเรียนรู้ ในการวิเคราะห์เทคนิค หรือการใช้โปรแกรม สนใจก็เรียนเชิญเข้าไปนะครับ







