
มองตลาดตราสารหนี้ไทย ในช่วงวิกฤตทางการเมือง (ตอนจบ)
....สุชาติ ธนฐิติพันธ์
ในตอนนี้จะอธิบายเทคนิคในการคำนวณอัตราส่วนการเติบโตของกำไร ที่เรียกว่า GARP (Growth at a reasonable price) ซึ่งอาศัยข้อมูลการพยากรณ์กำไรในอนาคตด้วย และ GARP นี้สามารถนำไปเป็นสัญญาณบอกว่าหุ้นตัวไหนมีราคาตลาดสูงหรือต่ำเกินไป (แพงไป หรือราคาถูกดี)
11.1 GARP
วิธีการนี้ใช้หลักการที่ว่านักลงทุนจะพิจารณาความสมดุลระหว่างราคาหุ้น (Price) กับอัตราการเติบโตที่คาดหวังของกำไร (Expected Earnings Growth) โดยนักลงทุนจะจ่ายซื้ออัตราการเติบโตของกำไรของหุ้นนั้นในราคาที่เหมาะสม (buy growth at a reasonable price or GARP) ซึ่งความเหมาะสมของราคาที่ว่านี้จะพิจารณาจากการเปรียบเทียบค่า P/E ของหุ้นกับค่า Expected annual earnings growth rate ทำให้ได้อัตราส่วน PEG
หุ้นจะถูกพิจารณาว่ามีราคาเหมาะสม (Fair Value) ก็ต่อเมื่อค่า P/E ของหุ้นนั้นมีค่าเท่ากับอัตราการเติบโตของกำไร ถ้าน้อยกว่าก็จะเรียกว่า Undervalue (ราคาถูก) และสูงกว่าก็หมายความว่า หุ้นนั้นมีลักษณะ Overvalue (ราคาแพง) ซึ่งสรุปได้ดังนี้
เหตุผลที่ PEG ที่มีค่าเท่ากับ 1 สะท้อนได้สูงว่าหุ้นนั้นมีลักษณะ Fair Value (ราคาตลาดเท่ากับมูลค่าที่แท้จริง) ก็เนื่องจากว่าตัวส่วนคืออัตราการเติบโตกำไรในอนาคตนั้นได้สะท้อนไปที่ราคา (p) ซึ่งผ่าน P/E ไปหมดแล้ว เปรียบเสมือนการรับรู้ข่าวดีในอนาคตไปหมดสิ้นแล้ว ถ้าค่า PEG มากกว่า 1 แสดงว่าราคา (p) ซึมซับข่าวดีนี้มากเกินไป เกินกว่าที่ควรจะเป็น จึงเกิดลักษณะ Overvalue ขึ้น และเป็นไปในทางตรงกันข้ามกรณี PEG น้อยกว่า 1
มีผู้สังเกตว่า Growth investors จะเลือกหุ้น Undervalue โดยดูจากค่า PEG ที่ต่ำกว่า 2 (หรือใช้ค่า PEG เท่ากับ 2 กำหนดหุ้นที่มีค่า Fair Value) ในช่วงปี 1998/1999 ซึ่งเป็นช่วงตลาดหุ้นกำลังรุ่งเรือง (ทำให้ค่า P/E ขยายตัวเร็วกว่าค่า G)
สำหรับค่า E ใน P/E นั้น ส่วนใหญ่จะคุ้นเคยดีว่าคำนวณจากกำไรในรอบ 12 เดือน แต่คำถามคือ เป็นกำไรอะไร บางคนก็ใช้กำไรสุทธิ 4 ไตรมาสล่าสุด บางคนก็ใช้ประมาณการกำไรในอีก 1 ปีข้างหน้า ซึ่งก็มักจะสูงกว่ากำไรในอดีต ทำให้นักวิเคราะห์หันมาใช้ค่าเฉลี่ยจาก Consensus forecast earnings อย่างไรก็ดีค่า E ที่พยากรณ์สูงกว่าอดีต (เพราะมองโลกในแง่ดี) นี้จะส่งผลให้ค่า P/E ลดลงซึ่งมีผลให้ค่า PEG ลงตามไปด้วย
ค่า G ใน PEG นั้น นักวิเคราะห์จะใช้ค่า G ในอดีต หรือค่าเฉลี่ยในอนาคตจาก Consensus ของบรรดานักวิเคราะห์ก็ได้ ซึ่งนักวิเคราะห์นิยมใช้จากค่าเฉลี่ยในอนาคตมากกว่า แม้ว่าจะมีโอกาสผิดพลาดได้มากกว่าก็ตาม โดยยกตัวอย่างว่า ถ้า P/E เท่ากับ 20 และค่า G เท่ากับ 40% คำนวณค่า PEG จะได้ 0.5 ซึ่งต่ำกว่า 1 และสรุปว่าหุ้นนั้นมีลักษณะ Undervalue แต่ถ้าพยากรณ์ผิดพลาด เช่น G ควรเป็น 30% ค่า PEG ก็จะได้ 0.67 ซึ่งต่ำกว่า 1 และยังเป็น Undervalued Stock อยู่ดี จึงยอมรับความผิดพลาดนั้นได้
เนื่องจากการเติบโตของกำไรเป็นเรื่องสำคัญและกำไรนั้นมีผลจากการเติบโตของรายได้และค่าใช้จ่ายของกิจการ เราอาจพิจารณาหาบริษัทจดทะเบียนที่น่าสนใจที่มีอัตราการเติบโตของกำไรที่เร็วกว่ายอดขาย ซึ่งจะส่งผลให้อัตรากำไร (Profit Margin) สูงขึ้น นักวิเคราะห์บางรายใช้หลักเกณฑ์ว่าบริษัทที่ดีมาก (Best Companies) ควรมีการเติบโตของยอดขายประมาณ 1020% (นักวิเคราะห์สามารถเก็บข้อมูลในอดีตของการเติบโตยอดขายและการเติบโตของกำไรมาเปรียบเทียบกันได้)
ผู้เขียนอยากทิ้งท้ายให้เห็นว่า ข้อมูลการพยากรณ์กำไรในอนาคตของบริษัทจดทะเบียน ที่นักวิเคราะห์ได้จัดทำขึ้นมีประโยชน์หลายประการ นอกเหนือจากทำให้เราเห็นทิศทางว่า โดยเฉลี่ยนักวิเคราะห์มองว่าอนาคตของบริษัทจดทะเบียนนั้นจะเป็นอย่างไร ทำให้เป็นการสร้างความมั่นใจในการลงทุน ข้อมูลดังกล่าวเมื่อนำไปประกอบการคำนวณ Implied Growth และ GARP ยังช่วยให้เราตัดสินใจชัดเจนขึ้นว่า หุ้นตัวไหนถูกหรือแพงเกินไป







