
แผนปฏิรูปกฎหมายและภาษีแบบเร่งด่วน (Fast Track) (3)
มาตรการปฏิรูปภาษี 3 ระยะ
มาตรการปฏิรูปภาษี 3 ระยะ
ผมขอแบ่งข้อเสนอมาตรการปฏิรูปภาษีเป็น 3 ระยะ
1.มาตรการระยะเร่งด่วน : โดยการตราเป็นประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้มีผลบังคับเป็นกฎหมายโดยทันที ก่อนจะมีการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลเพื่อสร้างความเชื่อมั่น สร้างความเป็นธรรมและส่งเสริมความเข้มแข็งตลอดจนความโปร่งใสของธุรกิจเอสเอ็มอี (SME) เพิ่มจำนวนผู้เสียภาษีที่จะสามารถเพิ่มรายได้แก่รัฐบาล รวมทั้งปรับปรุงแก้ไขกฎหมายศุลกากร สรรพสามิตที่เคยได้มีการศึกษามาแล้ว เช่น เรื่องรางวัลนำจับรวมทั้งจัดตั้งองค์กรการระงับข้อพิพาททางภาษีระหว่างผู้เสียภาษีอากรกับภาครัฐในกระบวนการอุทธรณ์
มาตรการนี้ควรดำเนินการภายใน 13 เดือน โดยขอให้นำข้อเสนอผลการศึกษาของภาครัฐและภาควิชาการที่ได้ทำมาแล้วมาให้คณะกรรมการปฏิรูปภาษีเฉพาะกิจที่ประกอบด้วยผู้แทนจากภาครัฐและเอกชน ร่วมกันพิจารณาดำเนินการตามความจำเป็นของมาตรการแต่ละเรื่องและออกเป็นประกาศให้มีผลทันที
2.มาตรการระยะกลาง : ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปภาษีแห่งชาติที่มาจากนักวิชาการ ผู้ชำนาญการจากภาครัฐและเอกชน เพื่อทำการศึกษาคัดเลือกข้อเสนอพร้อมเสนอร่างกฎหมายต่างๆ เช่น กฎหมายภาษีทรัพย์สิน ภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีศุลกากร สรรพสามิต ให้รัฐบาลและสภานิติบัญญัติเพื่อตราเป็นกฎหมายก่อนมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่และคณะกรรมการทำหน้าที่ยกร่างประมวลรัษฎากรใหม่ โดยควรใช้ร่างกฎหมายประเทศสิงคโปร์ในการยกร่าง รวมทั้งการรปรับปรุงกฎหมาย ศุลกากร สรรพสามิต ภาษีทรัพย์สิน และภาษีอื่นๆ ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ทันสมัยและสอดรับกับการเปิดเสรีเออีซี (AEC) ทั้งที่ให้นำประกาศกฎหมายที่เคยยกร่างและประกาศตามมาตรการระยะเร่งด่วนข้างต้นมาพิจารณา ปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ มาตรการระยะกลางนี้ควรดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 612 เดือน (สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ควรเป็นเลขานุการของคณะกรรมการชุดนี้)
3.มาตรการระยะยาว : ให้มีการจัดตั้งหน่วยงานจัดเก็บภาษีที่เป็นอิสระปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองเพื่อสร้างความเข้มแข็งของระบบการคลังของประเทศอย่างถาวรและยั่งยืนพร้อมให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ โดยองค์กรนี้ไม่ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองและป้องกันไม่ให้ใช้อำนาจตามอำเภอใจ เพื่อแสวงหาประโยชน์จากผู้ประกอบการหรือผู้เสียภาษีที่สุจริตและให้คณะกรรมการปฏิรูปภาษีแห่งชาติแปลงบทบาทเป็นองค์กรปฏิรูปภาษีแห่งชาติ ทำหน้าที่พิจารณาแก้ไขกฎหมายอย่างต่อเนื่องและเป็นสถาบันให้ความรู้แก่ข้าราชการ ประชาชน และเป็นองค์กรคานอำนาจกับหน่วยงานจัดเก็บภาษีอิสระและการลงทุนในระบบ IT ในการจัดเก็บภาษีทุกระบบอย่างสมบูรณ์
ผมขอเสนอมาตรการปฏิรูปภาษีแบบมาตรการเร่งด่วน (Fast Rack) และมาตรการระยะกลาง 7 เรื่อง เพื่อประกอบการพิจารณาดังนี้ คือ
1.มาตรการเร่งด่วนของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผมมีข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปภาษีบุคคลธรรมดา (มาตรการระยะเร่งด่วนในข้อ 1.11.4) ดังนี้
1.1 แก้ไขอัตราภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลไทยอยู่ในอัตราเดียวกันและไม่สูงเกินไป เช่น ไม่เกิน 25% และเรียกเก็บขั้นบันไดจาก 3, 5, 10, 15, 20 และ 25% (โดยยกเลิกภาษีเงินปันผลหรือลดภาษีเงินปันผลลงเหลือ 5%) เพื่อบรรเทาภาระภาษีผู้มีรายได้น้อยและเพิ่มจำนวน
1.2 แก้ไข ปรับปรุงเพิ่มการหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อนตามจริงโดยไม่เกิน 40% ของเงินได้ โดยอาจแบ่ง 30% แรกให้มีสิทธิหักค่าใช้จ่าย โดยกำหนดให้ผู้เสียภาษีหาใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีมาใช้เพื่อกรมสรรพากรสามารถจะไปตรวจสอบกับผู้มีเงินได้อื่นได้ เช่น ค่าเช่า ค่าซื้อบ้านหลังแรกพาหนะ ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าเรียน ค่ารถพยาบาล ค่าเดินทาง ฯลฯ และที่เหลืออีก 10% ของเงินได้ เป็นการส่งเสริมการออม โดยการซื้อประกันชีวิตและกองทุนรวม เงินได้ที่เหลือจึงนำมาเสียภาษีเงินได้โดยสามารถลดประเภทค่าลดหย่อนลงให้เหลือน้อย โดยยกเลิกการหักเหมาสำหรับผู้ประกอบธุรกิจโดยให้หักตามจริง
1.3 แก้ไขกฎหมายให้ผู้มีเงินได้ทุกคนยื่นแบบเสียภาษี ไม่ว่าจะมีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้หรือได้รับยกเว้นหรือไม่ เพื่อให้ทุกคนเข้ามาอยู่ในระบบ ไม่ว่าผู้มีรายได้จากดอกเบี้ย เงินปันผล หรือยกเว้นจากการขายหุ้น โดยใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีและบัตรประชาชนเดียวกันในลักษณะการทำบัตรสมาร์ทการ์ดเหมือนกันหมด (รวมทั้งบัตรประชาชน บัตรผู้เสียภาษี หรือแม้แต่หนังสือเดินทาง บัตรทอง ฯลฯ) โดยให้อยู่ในใบเดียวกันมีข้อมูลอ้างอิงซึ่งกันและกันได้ ใช้ระบบ IT โดยรัฐบาลอาจจัดสรรงบประมาณการทำบัตรต่างๆ และระบบคอมพิวเตอร์ของแต่ละกระทรวงมารวมกัน และออกแบบให้ใช้เพียงบัตรเดียวเพื่อแก้ปัญหาทุกอย่าง เมื่อทุกคนอยู่ในระบบภาษี IT รัฐบาลมีข้อมูลที่ดีโดยไม่ต้องไปขึ้นทะเบียนคนรวยคนจนแต่อย่างใด ในการที่หากมีการกำหนดให้หัก ณ ที่จ่ายต่างๆ การหักค่าลดหย่อนต่างๆ รัฐบาลก็สามารถนำไปสู่การตรวจสอบภาษีของผู้มีเงินได้ที่อยู่ในระบบได้ รวมทั้งรัฐบาลจะให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้เสียภาษี (ดูข้อ 1.5) ได้โดยมีข้อมูลครบถ้วน
1.4 ออกประกาศให้มีการตรวจสอบและประเมินภาษีเงินได้ของบรรดานักการเมืองหรือนักธุรกิจที่หนีภาษี แต่ไม่เคยยื่นเสียภาษีเงินได้หรือเสียน้อยมาก โดยใช้หลักการการกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิจากค่าเพิ่มสินทรัพย์สุทธิตามมาตรา 49 ของประมวลรัษฎากรที่เรียกว่า Net Worth ซึ่งหากมีการประเมินผลที่บุคคลเหล่านี้ต้องพิสูจน์ว่าการได้มาซึ่งทรัพย์สินของตนเองนั้นเอาเงินมาจากไหน แล้วทำไมยังไม่เสียภาษี หรือเสียภาษีน้อยลง ในอดีตกรมสรรพากรเคยใช้กลไกมาตรการภาษีดังกล่าว ประเมินภาษีนักการเมือง คณะ คสช. จึงควรสั่งให้กรมสรรพากรใช้มาตรการประเมินภาษีนี้อย่างจริงจังกับนักการเมืองและนักธุรกิจที่อยู่นอกระบบภาษี โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกโยกย้ายหรือกลั่นแกล้ง
มาตรการการประเมินภาษีแบบนี้จะมีประโยชน์ 2 ข้อ คือ (1) ป้องกัน ปราบปราม
ผู้ทุจริต นักการเมือง ข้าราชการ ร่ำรวยมากมาย โดยผิดปกติ และ (2) ตรวจสอบผู้หนีภาษีหรือเสียภาษีน้อยไป เช่น บรรดาผู้ที่มีรถยนต์ราคา 1030 ล้านบาท (ผมเคยทราบว่ากรมสรรพากรเคยตรวจสอบผ่านรถเลขทะเบียนสวยๆ หรือรถราคาแพงๆ ที่กรมการขนส่งทางบก แต่พบว่าเจ้าของมักเป็นลูกหลานนักการเมืองหรือมีเครือข่ายที่ช่วยเหลือกันไว้ จึงไม่กล้าประเมิน) บางคนมีบ้าน คอนโด ราคา 50-200 ล้านบาท แต่ยื่นเสียภาษีน้อยเหลือเกิน รวมทั้งให้มีกฎหมายที่บังคับให้คนเหล่านี้ต้องมีหน้าที่พิสูจน์ว่าเงินของตัวเองดังกล่าวมาจากไหน ไม่ใช่ใช้วิธีการฟอกเงิน วิธีนี้จะทำให้รัฐได้ภาษีมากขึ้นและยังสามารถป้องกันปราบปรามการทุจริต แต่ทั้งนี้ต้องมั่นใจว่าจะไม่เป็นการใช้อำนาจทางการเมืองไปเล่นงานฝ่ายตรงกันข้าม อาจต้องมีคณะกรรมการอิสระไปกำกับการตรวจสอบการใช้อำนาจดังกล่าว







