
อวสานหญิงงามเมือง?
18 มิ.ย.ที่ผ่านมา เป็นเส้นตายที่ ตรี ริสมาฮารินี นายกเทศมนตรีเมืองสุราบายา ขีดไว้สำหรับธุรกิจสถานบริการทางเพศเก่าแก่ในย่านดอลลีและจารัค ซึ่งตกทอดมาตั้งแต่ยุคที่เป็นอาณานิคมของดัตช์
18 มิ.ย.ที่ผ่านมา เป็นเส้นตายที่ ตรี ริสมาฮารินี นายกเทศมนตรีเมืองสุราบายา ขีดไว้สำหรับธุรกิจสถานบริการทางเพศเก่าแก่ในย่านดอลลีและจารัค ซึ่งตกทอดมาตั้งแต่ยุคที่เป็นอาณานิคมของดัตช์
เพราะหลังจากนี้จะถึงยุคอวสานหญิงงามเมือง โดยจะทยอยปิดแหล่งค้าประเวณีให้หมดภายในเดือน ก.ค. ซึ่งเป็นการปัดกวาดบ้านจากการค้ามนุษย์ เปลี่ยนภาพลักษณ์ของเมืองใหญ่อันดับ 2 รองจากจาการ์ตา รวมทั้งป้องกันปัญหาโรคเอดส์และเด็กๆ ในย่านนั้นที่อาจซึมซับสิ่งไม่ดี
บีบีซี ระบุว่า ทางการสุราบายาต้องการลบภาพการเป็นแหล่งค้าเนื้อหนังมังสาขนาดใหญ่ในอาเซียน โดยเตรียมปิดสถานบริการทั้งหมดในย่านนี้ ในขณะที่คนเหล่านี้เกาะกลุ่มกันประท้วงปิดถนน เพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกอบอาชีพนี้ต่อไป เพราะไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีรายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง
แม้อินโดนีเซียจะเป็นประเทศมุสลิม และการค้าประเวณีถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้คนจำนวนไม่น้อยในย่านดอลลีสามารถสร้างรายได้เลี้ยงชีวิตจากธุรกิจนี้ รวมถึงดูแลลูกๆ และครอบครัวได้
อานิสสา จากองค์กรอินดีเพนเดนต์ ยูธ คอมมูนิตี้ ของอินโดนีเซีย ประเมินว่า มีชาวอินโดนีเซียมากกว่า 1.4 หมื่นคน ที่พึ่งพารายได้จากธุรกิจขายเรือนร่างเช่นเดียวกับคนในย่านดอลลี
ถึงแม้แนวคิดยุติธุรกิจค้าประเวณีจะเป็นเรื่องที่ชาวอินโดฯ จำนวนมากขานรับ แต่ทางการกลับไม่เคยเข้ามาพูดคุยกับคนที่อยู่ในธุรกิจค้าเซ็กซ์หรือคนในชุมชน ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการใดๆ ที่ย่อมส่งผลกระทบกับคนเหล่านี้
ไอเดียนี้ถูกต่อต้านจากผู้คนที่อยู่ในธุรกิจขายเนื้อหนังที่มีจำนวนมาก ทั้งเหล่านวลนางตู้กระจกที่ว่ากันว่ามีมากถึง 1,400 คน พ่อเล้าแม่เล้าเจ้าของสถานบริการกว่า 60 แห่ง ต่างก็คัดค้านไอเดียนี้
นี่ยังไม่นับรวมผู้คนที่อยู่ในระบบนิเวศเศรษฐกิจสีเทานี้อีกจำนวนมาก ซึ่งย่อมได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ขายอาหารแผงลอย คนขับแท็กซี่ ไปจนถึงอาชีพอำนวยความสะดวกในการจอดรถแลกกับค่าเหนื่อย แบบเดียวกับเมืองไทยซึ่งที่จอดรถมีราคาต้องจ่าย ประเมินกันว่าบรรดาผู้คนที่ทำมาหากินในย่านดอลลี ซึ่งไม่ใช่หญิงค้าบริการ สามารถทำรายได้รวมกันตกคืนละประมาณ 2.54.2 หมื่นเหรียญสหรัฐ ซึ่งไม่ใช่น้อยๆ
ลิส นวลนางวัย 38 กะรัต บอกว่า เธอทำอาชีพนี้มา 12 ปี มีลูก 2 คนที่กำลังเรียน แต่เธอไม่มีความรู้เลย เพราะไม่เคยผ่านรั้วโรงเรียน เธอไม่อยากให้ลูกต้องมีชะตากรรมแบบเดียวกัน และถ้าเธอไม่มีงานทำจะหาเงินมาจุนเจือครอบครัวได้อย่างไร
ปัจจุบัน ลิสมีรายได้เดือนละ 250-800 เหรียญสหรัฐ ขึ้นอยู่กับว่าช่วงไหนงานเข้าได้แขกเยอะ โดยเธอคิดค่าบริการรายละ 10 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเก็บไว้เองครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือแบ่งให้สถานบริการ
ทั้งนี้ ตามแผนของทางการจะมอบเงินชดเชยให้หญิงงามเมืองคนละ 500 เหรียญสหรัฐ ปลอบใจที่ต้องสูญเสียรายได้ รวมทั้งจะจัดอบรมอาชีพให้กับพวกเธอหันไปขายงานฝีมือและเบเกอรี่แทน
แต่กลุ่มเอ็นจีโอท้องถิ่น มองว่า อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะช่วยให้สาวๆ หลุดออกมาจากวังวนค้าบริการ เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนในอาชีพนี้จะเปลี่ยนไปทำงานอื่น เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่มีการศึกษา จึงไม่มีใครอ้าแขนรับเข้าทำงาน ซึ่งก็จะกระทบกับรายได้ของครอบครัว







