
“ซี้ดบอมบ์” ฉีกกรอบปลูกเงินด้วยเมล็ดพันธุ์
หากคิดจะเปิดธุรกิจใหม่ๆ ในทศวรรษนี้ ส่วนมากมักจะหนีไม่พ้นธุรกิจเกี่ยวกับความทันสมัยหรือเทคโนโลยี
โดย...ชาลินี ลงกานี
หากคิดจะเปิดธุรกิจใหม่ๆ ในทศวรรษนี้ ส่วนมากมักจะหนีไม่พ้นธุรกิจเกี่ยวกับความทันสมัยหรือเทคโนโลยี แต่ใครจะไปคาดคิดว่าธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตรจะยังสามารถเติบโตได้อย่างมากมาย และสามารถสร้างรายได้จำนวนมากได้ ซึ่ง มายา ดรอซด์ซ และ ไมเคิล สเตาท์ เองก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องพลิกผันจากการเป็นกราฟฟิกดีไซเนอร์ที่รัฐซินซิเนติ มาทำธุรกิจ
ในปี 2009 ทั้ง ดรอซด์ซ และ สเตาท์ ลองทำ “ซี้ดบอมบ์” หรือระเบิดเมล็ดพันธุ์ โดยการอัดเมล็ดพันธุ์พืชผสมกับดินและปุ๋ย และปั้นให้เป็นก้อนกลมเหมือนลูกบอล การใช้งานก็แสนจะสะดวกสบาย เพียงแค่โยนลงไปบนดินที่อุดมสมบูรณ์ บริเวณนั้นก็จะเปลี่ยนกลายมาเป็นสวนเขียวชอุ่มทันที
หลังการทดลองภายในบ้านจนเห็นสวนหลังบ้านอุดมไปด้วยพืชพันธุ์นานาชนิดแล้ว ทั้งสองจึงลองไปถามร้านค้าแถวบ้านว่าต้องการรับซี้ดบอมบ์ไปขายหรือไม่ และทั้งคู่ก็ต้องพบกับความประหลาดใจ เพราะทุกร้านต่างตอบตกลงอย่างไม่ลังเล “จู่ๆ ของที่เราประดิษฐ์ก็กลายมาเป็นสินค้า แม้จะเป็นเพียงการค้าขายระดับเล็กๆ” ดรอซด์ซ กล่าว
คู่รักที่คบกันมานานถึง 13 ปี เล็งเห็นโอกาสเหมาะที่จะมีกิจการเป็นของตัวเองเสียที จึงได้ตั้งชื่อธุรกิจเล็กๆ นี้ว่า วิชัวล์ลิงกัว และเวลาผ่านไปไม่นานนัก ก็มีการสั่งสินค้าเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ จนผลิตกันแทบไม่ทัน พอรู้ตัวอีกทีผลิตภัณฑ์แปลกตานี้ก็ได้ลงนิตยสารชื่อดังหลายเล่มไปแล้ว
เมลิซซ่า กรีน จากแอนโธรโพโลจี้ ร้านค้าชั้นนำของสหรัฐ ได้ให้ความเห็นว่าสาเหตุที่ซี้ดบอมบ์ได้รับความนิยมอย่างสูงนั้น เป็นเพราะเป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์ต่างไปจากสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรอื่นๆ ที่มักทำออกมาไม่น่าดึงดูดใจ โดยผลิตภัณฑ์ของ ดรอซด์ซ และ สเตาท์ มีบรรจุภัณฑ์ที่น่ารัก สะดุดตา
“พวกมันน่ารักมากค่ะ แล้วก็แปลกตาด้วย เป็นการออกแบบที่เหมาะกับสินค้ามากค่ะ ลูกค้าชอบกันใหญ่เลย” กรีน กล่าว
นอกจากนี้ กรีน ยังเสริมด้วยว่า ด้วยสนนราคาเพียง 6 เหรียญสหรัฐ (ราว 180 บาท) ทำให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อได้เป็นจำนวนมากสำหรับนำไปแจกในเทศกาลพิเศษต่างๆ อีกทั้งยังมีเมล็ดพันธุ์หลากหลายแบบให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพร ดอกไม้ หรือพืชที่สัตว์เลี้ยงโปรดปราน
ภายหลังจากที่ยอดการสั่งซื้อเข้ามาอย่างล้นหลามจนทำให้สองเจ้าของกิจการไม่สามารถลงมือผลิตได้เองอีกต่อไป ทั้งคู่จึงได้หันไปขอความช่วยเหลือจาก “อาร์ตเวิร์กออฟซินซิเนติ” องค์กรที่ช่วยจัดหางานให้กับเยาวชนผู้มีใจรักในศิลปะ โดยวิชัวล์ลิงกัวได้จ้างเด็กมัธยมปลายจำนวนหนึ่งมาช่วยในการผลิตสินค้า ซึ่งสเตาท์เล็งเห็นว่าการให้เด็กเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตนี้จะเป็นการฝึกสอนให้พวกเขาคุ้นเคยกับขั้นตอนการทำธุรกิจ และสามารถหาเลี้ยงชีพได้ในฐานะศิลปิน
แม้ว่าธุรกิจจะเติบโตไปมากเพียงใด แต่ ดรอซด์ซ กลับไม่คิดจะกู้เงินมาขยับขยายกิจการ “เราอยากให้ธุรกิจดำเนินไปได้ด้วยกำไรของตัวเอง และพวกเราก็จะได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน” ดรอซด์ซ ระบุ







