
กรมเชื้อเพลิงฯยันไม่มีลักลอบขุดน้ำมัน
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติแจงไม่มีการลักลอบขุดเจาะน้ำมันดิบในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติแจงไม่มีการลักลอบขุดเจาะน้ำมันดิบในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร
เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. นายทรงภพ พลจันทร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน เปิดเผยระหว่างแถลงข่าวร่วมกับทีมโฆษก คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ว่า จากประเด็นพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับมอบหมายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ลงพื้นที่เพื่อสืบสวนสอบสวนคดีที่พันโทรัฐเขต แจ้งจำรัส กรรมาธิการพลังงานวุฒิสภาร้องทุกข์กล่าวโทษว่า บริษัทอีโค่ โอเรียน รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ลักลอบขุดเจาะน้ำมันดิบในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรนั้น
เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2557พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พนักงานเจ้าหน้าที่จากสำนักงาน การปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร กรมที่ดิน กรมป่าไม้ รวมถึงผู้แทนจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ได้ร่วมลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว
ต่อมาเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2557 ได้มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับประเด็นนี้ผ่านรายการประเด็นเด็ด 7 สี โดยการสัมภาษณ์ พันโทรัฐเขต แจ้งจำรัส ซี่งได้ให้ข้อมูลในเรื่องดังกล่าวว่า การลงพื้นที่เป็นการดำเนินการ เพื่อบุกจับการขุดน้ำมันดิบขาย ซึ่งได้แอบดำเนินการมาแล้ว 5 ปี และมีการหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าภาคหลวง ส่งผลให้ประเทศสูญเสียรายได้ซี่งเป็นผลประโยชน์ต่อประเทศมากมาย ซึ่งข้อมูลนี้คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงเป็นอย่างมาก
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของผู้รับสัมปทานปิโตรเลียม ขอชื้แจงเรื่องดังกล่าว ดังนี้
บริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด (สัญชาติฮ่องกง) เป็นผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมตามพระราชบัญญัติปิโตรเลียม 2514 ที่มีสิทธิในการดำเนินงานในการประกอบกิจการด้านปิโตรเลียมในพื้นที่ผลิตสัมปทานปิโตรเลียม เลขที่ 3/2546/60 แปลงสำรวจบนบกหมายเลข L44/43 และสัมปทานเลขที่ 5/2546/62 แปลงสำรวจ บนบกหมายเลข L33/43 โดยแหล่งดังกล่าวเคยมีอัตราการผลิตสูงสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2551 คือ 12,500 บาร์เรลต่อวัน
ต่อมาอัตราการผลิตลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการผลิตน้ำมันดิบของหลุมในแหล่งส่วนใหญ่ได้มาจากชั้นหินกักเก็บปิโตรเลียมที่เป็นหินภูเขาไฟ ซึ่งมีคุณสมบัติที่สามารถกักเก็บน้ำมันดิบได้น้อย รวมถึงการประสบปัญหา ในการผลิตน้ำในอัตราสูงจนเป็นเหตุให้ต้องปิดหลุมผลิตบางส่วน
สำหรับกรณีข้อมูลการใช้ประโยชน์ในที่ดินของ ส.ป.ก. มีรายละเอียดคือ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2552 บริษัทได้รับอนุมัติพื้นที่ผลิตบ่อรังเหนือ จำนวน 39.39 ตารางกิโลเมตร ซึ่งบางส่วนมีเนื้อที่ประมาณ 43 ไร่ 3 งาน 35 ตารางวา อยู่ในเขตที่ดินของ ส.ป.ก. ท้องที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยฐานผลิต จำนวน 6 ฐาน ได้แก่
1. พื้นที่ฐาน Borang (บ่อรัง) จำนวน 4 หลุม
2. พื้นที่ฐาน L44-W จำนวน 4 หลุม
3. พื้นที่ฐาน L44 W-A15 จำนวน 2 หลุม
4. พื้นที่ฐาน L44W-A14 จำนวน 1 หลุม
5. พื้นที่ฐาน 2009-A จำนวน 1 หลุม
6. พื้นที่ฐาน L44-V จำนวน 4 หลุม
ต่อมาเมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2555 บริษัทฯ ได้รับหนังสือแจ้งจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตกรรม (ส.ป.ก). ว่าพื้นที่ผลิตทั้ง 6 ฐาน ดังกล่าวอยู่ในเขตพื้นที่ของ สปก. จึงได้หยุดทำการผลิตโดยทันที และภายหลังจากนั้นได้มีการตรวจสอบจาก ส.ป.ก.และมีหนังสือที่ พช 0011/1017 ลงวันที่ 25 ธ.ค. 2555 แจ้งว่า พื้นที่ L44-V ไม่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน บริษัทฯจึงเริ่มทำการผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ L44-V เพียงแหล่งเดียวอีกครั้ง คือตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2555 ปัจจุบันมีอัตราการผลิตน้ำมันดิบเฉลี่ยประมาณ 142 บาร์เรลต่อวัน (ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2557) ซึ่งในการตรวจสอบ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2557 ได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบแหล่งดังกล่าวด้วย แต่ในการนำเสนอข้อมูลมิได้นำข้อเท็จจริงจากการลงตรวจสอบพื้นที่มานำเสนอแต่อย่างใด
ดังนั้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ขอเรียนว่า ประเด็นที่มีการเผยแพร่ว่ามีการลักลอบผลิตปิโตรเลียม จากฐานผลิต จำนวน 6 ฐาน มาเป็นระยะเวลากว่า 5 ปี โดยไม่เสียค่าภาคหลวงปิโตรเลียม ไม่ได้เป็นความจริงแต่อย่างใด







