
ผมคืน..."ซักเคอร์เบิร์ก"แห่งกีฬาเอกซ์ตรีม
การได้ชื่อว่าเป็น “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” แห่งวงการกีฬาเอกซ์ตรีมน่าจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีเมื่อได้ยินเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตามสำหรับ “วิลล์ ดีน”
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
การได้ชื่อว่าเป็น “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” แห่งวงการกีฬาเอกซ์ตรีมน่าจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีเมื่อได้ยินเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตามสำหรับ “วิลล์ ดีน” ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร “ทัฟ มัดเดอร์” บริษัทผู้จัดแข่งขันกีฬาเอกซ์ตรีมสุดหฤโหดที่ใหญ่ที่สุดในโลก กลับไม่ใช่ความหมายในแง่ของการได้รับคำชื่นชมเท่าใดนัก
ดีน หนุ่มเมืองผู้ดีวัย 33 ปี เล่ากับบีบีซี ว่า หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยบริสทอลในอังกฤษ ด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ได้เข้าทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ ในด้านต่อต้านการก่อการร้ายเป็นเวลาถึง 5 ปี แต่ ดีน คิดอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองมาโดยตลอด จึงตัดสินใจลาออกและเลือกเรียนหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (เอ็มบีเอ) ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดของสหรัฐ เนื่องจากว่าต้องการที่จะตามแฟนสาวชาวอเมริกันมา
แน่นอนว่า มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาชื่อดังของเมืองลุงแซมนี้ เป็นสถานที่เดียวกันกับที่เจ้าพ่อเฟซบุ๊กได้ร่ำเรียนมา นอกจากทั้งคู่จะเรียนที่เดียวกันแล้ว ทั้งคู่ยังโดนข้อกล่าวหาในลักษณะคล้ายๆ กันอีก โดยกรณีของ ซักเคอร์เบิร์ก ถูกกล่าวหาว่าขโมยไอเดียของเฟซบุ๊กมาจากเพื่อน 2 คน ส่วนในกรณีของ ดีน นั้นถูกบริษัทคู่แข่งมองว่าขโมยไอเดียการทำธุรกิจจากบริษัทคู่แข่ง ซึ่งทั้ง ซักเคอร์เบิร์ก และ ดีน ต่างก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ ในกรณีของทัฟ มัดเดอร์ นั้น ระหว่างที่ ดีน ได้เรียนเอ็มบีเออยู่ เจ้าตัวได้ศึกษาเกี่ยวกับบริษัทจัดการแข่งขันกีฬาเอกซ์ตรีมแห่งหนึ่งในอังกฤษที่มีชื่อว่า “ทัฟ แมน” ซึ่ง “บิลลี วิลสัน” เจ้าของธุรกิจอนุญาตให้ ดีน เข้ามาวิเคราะห์ธุรกิจได้อย่างใกล้ชิด ทว่าหลังจากที่เรียนจบเอ็มบีเอได้ 1 ปี ดีน ได้ตั้ง ทัฟ มัดเดอร์ ขึ้นในบรูคลิน ในปี 2010 และถูก วิลสัน ฟ้องหลังจากตั้งธุรกิจได้ไม่นาน โดยในท้ายที่สุด ดีน ก็ตกลงจ่ายเงินให้กับ วิลสัน 7.5 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 24 ล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม ดีน ก็ยืนยันว่าบริษัทมีทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง และกล่าวว่า การกล่าวหาที่เกิดขึ้นเป็นตัวบ่งชี้ว่า “ทัฟ มัดเดอร์ เป็นผู้นำในตลาดของผู้จัดการแข่งขันกีฬาเอกซ์ตรีม”
ทั้งนี้ ตอนที่ตั้งธุรกิจนี้ขึ้น ดีน คิดว่าบริษัทที่จัดแข่งขันกีฬาเอกซ์ตรีมที่มีอยู่เน้นเพียงแต่การแข่งขันที่จริงจังมาก และเป็นการแข่งขันรายบุคคล ดังนั้นแล้วจึงต้องการที่จะเปิดให้คนที่เข้าแข่งขันสามารถเข้าร่วมเป็นทีม ที่แม้ว่าจะยาก แต่ต้องสนุกสนานและแต่ละคนสามารถทำให้สำเร็จได้ เพราะในหลักการแล้ว ทัฟ มัดเดอร์ ไม่ใช่การแข่งขันซะทีเดียว เนื่องจากไม่ได้มีการจับเวลา เพราะทุกคนจะได้รับเหรียญรางวัลเมื่อเข้าถึงเส้นชัยทุกคน
หนุ่มอังกฤษวัย 33 ปีคนนี้ ระบุว่า ความสำเร็จเบื้องหลังของบริษัทต้องยกให้กับ “ความแตกต่าง” จากบริษัทอื่นๆ เพราะบริษัทจัดการแข่งขันที่ผสมผสานทั้ง “ความสนุกสนาน ความยาก รวมไปถึงการแข่งขันแบบเป็นทีม” ให้กับผู้เข้าแข่งขัน
ดังนั้นแล้ว แม้ว่าคำครหาจะเกิดขึ้นไปต่างๆ นานา แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถถกเถียงได้เลยก็คือ ความสำเร็จของ ทัฟ มัดเดอร์ ที่ต้องบอกว่ายอดเยี่ยม โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจแห่งนี้ไม่ได้ต้องการนักลงทุนจากภายนอกเลย ซึ่งรายได้ในแต่ละปีสูงถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3,200 ล้านบาท) และมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันแต่ละปีของบริษัทมากถึง 5 แสนคนเลยทีเดียว







