
ซีพีแนะลดพื้นที่ปลูกข้าววอนคสช.ลงทุนแหล่งน้ำ
เอกชนแนะ คสช.ลดพื้นที่ปลูกข้าว หนุนพืชพลังงานทดแทน ทบทวนแหล่งน้ำการเกษตร รับพลโลกอีก 30ปีเพิ่มอีก 2 พันล้านคน
เอกชนแนะ คสช.ลดพื้นที่ปลูกข้าว หนุนพืชพลังงานทดแทน ทบทวนแหล่งน้ำการเกษตร รับพลโลกอีก 30ปีเพิ่มอีก 2 พันล้านคน
นายมนตรี คงตระกูลเทียน ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวในการเสวนาหัวข้อ “โอกาสและความท้าทายของไทยในการเป็นแหล่งผลิตอาหารเพื่อความมั่นคงของโลก” ว่า อยากให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทบทวนยุทธศาสตร์การผลิตข้าวของประเทศ โดยลดพื้นที่ปลูกข้าวจาก 73-75 ล้านไร่ ให้เหลือเพียง 48 ล้านไร่ และส่งเสริมให้ปลูกพืชอื่นทดแทน โดยเฉพาะพืชพลังงาน
ทั้งนี้ จะสอดคล้องกับที่ คสช.จะทบทวนงบประมาณโครงการพัฒนาแหล่งน้ำของประเทศไทย ก็อยากเสนอให้พิจารณาไปพร้อมกับการส่งเสริมการโซนนิ่งพื้นที่การเกษตรของไทย เพื่อให้การพัฒนาระบบชลประทานเอื้อประโยชน์ต่อการเกษตรของประเทศสูงสุด
“ไทยต้องหันมาทบทวนว่าจะพัฒนา การเกษตรไปด้านใด โดยเฉพาะข้าว เพราะหากปล่อยให้เกษตรกรขายข้าวต่ำกว่าต้นทุน อย่างปัจจุบันขายได้ 5,000-6,000 บาท/ไร่ ขณะที่ราคาข้าวอยู่ที่ 6,000 บาท/ตัน ก็จะทำให้เกษตรกรอยู่ไม่ได้” นายมนตรี กล่าว
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการส่งออกข้าวของไทยในครึ่งแรกของปี 2557 คาดว่าไทยจะกลับมาส่งออกอันดับ 1 เนื่องจากขายราคาต่ำกว่าทุกประเทศที่ส่งออกข้าว ซึ่งเท่ากับว่าไทยเอาภาษีของคนทั้งชาติไปซื้อข้าวขายคนทั้งโลก ซึ่งต่อไปต้องมีการทบทวนว่าจะมีการมาตรการช่วยเกษตรกรอย่างไรที่ไม่กระทบตลาดข้าว โดยไทยส่งออกได้ 3.93 ล้านตัน ในราคา 390 เหรียญสหรัฐ/ตัน อินเดียส่งออก 3.7 ล้านตัน ราคา 420 เหรียญสหรัฐ/ตัน เวียดนามส่งออก 2.4 ล้านตัน ราคา 400 เหรียญสหรัฐ/ตัน
ทั้งนี้เขาเสนอว่าควรมีการทบทวนยุทธศาสตร์การผลิตข้าวของประเทศว่า พื้นที่การเกษตรของไทย 78 ล้านไร่มีการปลูกข้าวมากถึง 7375 ล้านไร่ หรือไม่ ในขณะที่กรมพัฒนาที่ดินระบุว่า พื้นที่เหมาะสมกับการปลูกข้าวมีเพียง 48 ล้านไร่ นอกเหนือจากนั้นไม่เหมาะสม ควรลดการปลูกและส่งเสริมให้ปลูกพืชอื่นแทนโดยเฉพาะพืชพลังงานที่ปัจจุบันแม้จะขายสินค้าเกษตรได้หลายแสนล้านก็ไม่พอซื้อน้ำมันสำหรับใช้ในประเทศจึงควรส่งเสริมการปลูกพืชพลังงานเพิ่มขึ้น ทั้งปาล์ม มันสำปะหลัง อ้อย
“ทั้งนี้ 48 ล้านไร่ สามารถแบ่งเป็นการปลูกข้าวหอมมะลิ 6 ล้านไร่ กรณีได้ผลผลิต 400 กก.ต่อไร่จะได้ข้าวประมาณ 24 ล้านตันข้าวเปลือก ข้าวขาว 42 ล้านไร่ หากผลผลิตได้ 700 กก.ต่อไร่จะได้ข้าวประมาณ 29 ล้านตัน ซึ่งเพียงพอต่อการบริโภคและการส่งออก และควรหันมาเน้นการผลิตข้าวที่ให้คุณค่าทางอาหารและวิตามินเพิ่มตามความต้องการของตลาดให้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพม่าและอินเดียประกาศจะผลิตข้าวแข่งกับไทย ซึ่งทั้งสองประเทศมีค่าแรงถูกกว่า ดินและน้ำดีกว่า เพราะฉะนั้นไทยต้องหันมาทบทวนว่าจะพัฒนาการเกษตรไทยไปด้านใดโดยเฉพาะข้าว เพราะหากปล่อยให้เกษตรกรขายข้าวต่ำกว่าต้นทุน เช่นปัจจุบันขายได้ 56 พันบาทต่อไร่ในขณะราคาข้าวอยู่ที่ 6 พันบาทต่อตัน ก็จะทำให้เกษตรกรหายไปจากประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยเพราะอยู่ไม่ได้” นายมนตรีกล่าว
ทั้งนี้ตัวเลขการส่งออกข้าวของไทยในครึ่งปี 2557 นายมนตรีระบุว่าไทยกลับมาส่งออกอันดับ 1 เนื่องจากขายราคาต่ำกว่าทุกระเทศที่ส่งออกข้าว ซึ่งเท่ากับว่าไทยเอาภาษีของคนทั้งชาติไปซื้อข้าวขายคนทั้งโลก ซึ่งต่อไปต้องมีการทบทวนว่าจะมีการมาตรการช่วยเกษตรกรอย่างไรที่ไม่กระทบตลาดข้าว โดยไทยส่งออกได้ 3.93 ล้านตัน ในราคา 390 เหรียญสหรัฐต่อตัน อินเดียส่งออก 3.7 ล้านตันราคา 240 เหรียญสหรัฐต่อตัน เวียดนามส่งออก 2.4 ล้านตันราคา 400 เหรียญสหรัฐต่อตัน
ทั้งนี้การจะทำให้ไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารของโลกในสภาวะความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อน จะได้ต้องการการพัฒนาระบบชลประทาน เพราะทุกพืชต้องใช้น้ำ การพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตร ต้องเปลี่ยนจากเกษตรกรหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน มาใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้นและสร้างเยาวชนเข้าสู่การเพิ่มเพิ่มขึ้น และการพัฒนางานวิจัยด้านการเกษตร การลดความสูญเสียในขั้นตอนการเก็บเกี่ยว
นายมนตรี ระบุว่า องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาติ(เอฟเอโอ.)จัดอันดับให้ไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคงด้านอาหารของโลกอันดับที่ 49 ของโลกโดยอันดับหนึ่งคือสหรัฐอเมริกา และประเทศในเอเชียไต้มีพลเมืองที่เข้าไม่ถึงอาหารน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 19911992 มีประเทศกรอดยากประมาณ 842 ล้านคน แต่ในปี 2011-2013 สามารถลดลงเหลือ 214 ล้านคน และประทศไทยเป็นผู้ผลิต ข้าว ยางพารา อ้อย และมันสำปะหลัง เหลือสำหรับจำหน่าย โดยครึ่งปีของปี 2557 ไทยส่งออกข้าวได้ 4.1 หมื่นล้านบาท ยางพารา 1.3 แสนล้านบาท กุ้ง 1.3 หมื่นล้านบาท น้ำตาล 1.7 ล้านบาทและเนื้อไก่ 1.6 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตามนายมนตรีระบุว่า เขาเห็นว่าการขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อเดือนนั้นไม่ได้ทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้สินค้าแพงขึ้นคือราคาพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซที่ราคาตลาดโลกเพิ่มขึ้น ซึ่งความจริงแล้วค่าแรงของไทยควรจะไปถึง500 บาทต่อวัน แต่การขึ้นค่าแรงจะต้องค่อยๆขึ้นไม่ใช่พรวดขึ้นไปทันที ซึ่งหากไม่มีการขึ้นค่าแรงต่อไปจะกระทบต่อกำลังซื้อของประเทศ







