
เจาะโมเดล "เดอะ โคเวอร์ นิปปอน" ปั้นหัตถกรรมไทยให้ยั่งยืน
นับเป็นปีที่ 2 แล้วกับการที่ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ ศ.ศ.ป.
โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์
นับเป็นปีที่ 2 แล้วกับการที่ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ ศ.ศ.ป. นำผลิตภัณฑ์ต้นแบบของไทยไปร่วมจัดแสดงในงานอินทีเรียร์ ไลฟ์สไตล์ โตเกียว ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยปีนี้นำผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์รักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Crafts) จำนวน 87 ชิ้นงาน จากผู้ประกอบการและชุมชนที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 10 ราย เข้าร่วมงานดังกล่าว เพื่อนำร่องให้ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมของไทยเจาะเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นหนี่งในตลาดผู้มีกำลังซื้อสูงที่ให้ความสนใจผลิตภัณฑ์หัตถกรรม โดยเฉพาะหัตถกรรมที่รักษ์สิ่งแวดล้อม
หากวิเคราะห์ตลาดหัตถกรรมในญี่ปุ่นแล้ว มีลักษณะที่คล้ายกับสถานการณ์ตลาดหัตถกรรมทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย นั่นคือ มีแนวโน้มที่ความนิยมในสินค้ากลุ่มนี้ลดลงจากการเข้ามาของสินค้าทดแทน เช่น พลาสติก ที่ผลิตแบบอุตสาหกรรม ทำให้เป็นสินค้าทางเลือกที่มีราคาถูกกว่า เจาะเข้าถึงกลุ่มคนในวงกว้าง แต่สิ่งที่น่าสนใจของหัตถกรรมในญี่ปุ่น นั่นคือความพยายามของทั้งภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐในการรักษาไว้ซึ่งสินค้าหัตถกรรมให้ยังอยู่ได้
คาโอริ มัตสุซากะ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เมด อิน เจแปน โปรเจกต์ เจ้าของศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมญี่ปุ่น เดอะ โคเวอร์ นิปปอน (The Cover Nippon) กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า เดอะ โคเวอร์ นิปปอน เป็นร้านค้าของผู้ประกอบการเอกชนที่เคยอยู่ในแวดวงเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งมีความสนใจจะสนับสนุนและอนุรักษ์ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมญี่ปุ่นให้คงอยู่ โดยกว่า 10 ปีที่ร้านเดอะ โคเวอร์ นิปปอน เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมจากทั่วประเทศญี่ปุ่นมาจำหน่าย
“ยอมรับว่าเป็นฐานตลาดที่ไม่ได้ใหญ่นัก เพราะกลุ่มลูกค้าต้องเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงมาก เพราะหัตถกรรมญี่ปุ่นมีความพิถีพิถันสูง ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของงานหัตถกรรมญี่ปุ่น จุดเด่นอยู่ที่ใช้เส้นไม้ไผ่ซี่เล็ก ทำให้งานที่ออกมาดูละเอียด งดงาม ลวดลายแปลกตาราคาที่จำหน่ายจึงค่อนข้างสูง แต่ปัจจุบันลูกค้าหลักยังคงเป็นชาวญี่ปุ่น มากถึง 70% ส่วนชาวต่างชาติ มีสัดส่วน 30%”
ขณะที่กลยุทธ์ในการทำตลาดนอกจากจะมีหน้าร้านอยู่ที่ศูนย์การค้าชั้นนำโตเกียว มิดทาวน์แล้ว ยังใช้กลยุทธ์อีเวนต์ผู้ผลิตพบผู้ซื้อ เพื่อกระตุ้นยอดขายด้วย โดยหวังให้ผู้ซื้อเรียนรู้เรื่องราวความเป็นมาของสินค้าชิ้นนั้นๆ เพราะผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากแต่ละท้องถิ่นมีเรื่องราวที่แตกต่างกัน หากผู้ซื้อได้เรียนรู้จะทำให้เกิดความรู้สึกต้องการมากขึ้น อีกทั้ง การที่ผู้ผลิตได้พบผู้ซื้อ ทำให้รับรู้ในมุมความต้องการของผู้ซื้อยุคใหม่ๆ ได้ด้วย เพราะสินค้าหัตถกรรมจะอยู่ได้ ต้องเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ซื้อในช่วงเวลานั้นๆ แต่กลิ่นอายความเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นก็ต้องคงอยู่
“ในญี่ปุ่นมีนักออกแบบจำนวนมาก แต่คนที่จะเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริงกลับมีไม่เยอะ ผู้ผลิตชาวญี่ปุ่นบางราย มองว่า ต้องพัฒนาสินค้าไปเรื่อยๆ เปลี่ยนแบบไป คิดว่าของใหม่ขายได้เสมอ โดยบางครั้งลืมมองไปว่าจริงๆ แล้วคนซื้อต้องการอะไร นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าของใหม่ไม่ได้ขายได้เสมอไปสินค้าหัตถกรรมบางชิ้นขายยาก เพราะไม่ตอบโจทย์ ซึ่งการมีหน้าร้าน มีกิจกรรมให้ผู้ซื้อและผู้ผลิตได้เจอกัน ก็ช่องทางที่ทั้งผู้ซื้อและผู้ผลิตได้เรียนรู้กัน ” คาโอริ กล่าว
นอกจากนี้ เดอะ โคเวอร์ นิปปอน ยังจัดหลักสูตรผลิตสินค้าหัตถกรรมญี่ปุ่น เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เทคนิคการผลิตแบบโบราณของญี่ปุ่น ให้เกิดสำนึกในการร่วมอนุรักษ์สินค้าหัตถกรรมญี่ปุ่นเพราะปัจจุบันสินค้ากลุ่มนี้ ต้องเผชิญกับคู่แข่งทั้งสินค้าราคาถูกจากจีนและสู้กับสินค้าแบรนด์เนมจากยุโรป ซึ่งในระยะหลังชาวญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูงก็นิยมสินค้าแบรนด์เนมจากยุโรปเช่นเดียวกับกลุ่มคนไทย
ด้านการคัดเลือกสินค้าหัตถกรรมมาขายในร้านเดอะ โคเวอร์ นิปปอน คาโอริ นั่น จากประสบการณ์ในการเรียนรู้ตลาด ทำให้เข้าใจว่าสินค้าประเภทใด รูปแบบใดที่จะขายได้ รวมถึง สินค้าประเภทที่ขายยาก หรือที่ผู้ผลิตเองประเมินว่าอาจจะขายไม่ได้ ก็ต้องนำมาปรับวิธีการขายให้สามารถขายได้ หรือสินค้าที่ค้างสต๊อกมานาน ก็ต้องมาใส่เรื่องราวให้สินค้าเหล่านี้กลับมาขายได้อีกครั้ง โดยมีทั้งสินค้าที่ฝากขายในระยะเวลาหนึ่ง และสินค้าที่ซื้อขาด
สำหรับการสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐที่มีต่อสินค้าหัตถกรรม เริ่มตั้งแต่หน่วยงานท้องถิ่นในแต่ละจังหวัดจะจัดสรรงบประมาณที่ได้รับจากรัฐบาลกลางมาเป็นงบประชาสัมพันธ์สินค้าหัตถกรรมของถิ่นตัวเอง พร้อมช่วยหาช่องทางในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า จะไม่สนับสนุนในรูปตัวเงินเพื่อให้ผู้ผลิตอยู่ได้อย่างยั่งยืน เช่นเดียวกับรัฐบาลมีนโยบายที่จะนำสินค้าหัตถกรรมไปโรดโชว์ต่างประเทศเพื่อขยายตลาดให้กับสินค้าหัตถกรรม
พิมพาพรรณ ชาญศิลป์ ผู้อำนวยการ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ ศ.ศ.ป. กล่าวว่า จะเห็นว่าทั้งหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนของญี่ปุ่นจริงจังกับการสนับสนุนและอนุรักษ์สินค้าหัตถกรรมมาก ซึ่งหลังจากนี้ ศ.ศ.ป.ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเชื่อมโยงกับท้องถิ่นในการช่วยกันส่งเสริมและอนุรักษ์หัตถกรรมไทยให้ยังอยู่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มจักสานถือว่าน่าเป็นห่วงมากที่สุด เพราะเป็นตลาดเล็กและแพ้พลาสติก ซึ่งหากสูญหายไปถือว่าน่าเสียดายมาก คนไทยควรร่วมกันรักษาเพื่อให้สินค้าเหล่านี้ยังคงอยู่ และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์บอกเล่าเรื่องราวเชิงวัฒนธรรมของไทย







