
คูปองทีวีVSบอลโลก
ยังคงเป็นที่ค้างคาใจของใครหลายคน
ยังคงเป็นที่ค้างคาใจของใครหลายคน
ที่จู่ๆ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อนุมัติให้นำเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) 427 ล้านบาท จ่ายให้กับอาร์เอส เพื่อซื้อลิขสิทธิ์ให้ประชาชนได้ดูบอลโลกผ่านฟรีทีวีครบทั้ง 64 แมตช์
แม้ กสทช.จะอ้างว่า การทำให้คนไทยได้ดูบอลโลกอย่างทั่วถึง เท่าเทียมกันทั้งประเทศ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ให้นำเงินกองทุนมาใช้ได้
แต่น่าแปลกที่ กสทช. ต้องจ่ายสูงถึงกว่า 400 ล้านบาท แลกกับ 38 คู่ที่ไม่ได้ฉายผ่านช่อง 7 ขณะที่ทรูวิชั่นส์เสียเพียง 30 ล้านบาท ได้ครบทั้ง 64 คู่ แถมยังได้ส่วนลดจากเดิม 60 ล้านบาท เนื่องจากอาร์เอสชนะคดีในศาลปกครองสูงสุด
ยิ่งไปกว่านั้น วาระอนุมัติเงินกองทุนไปจ่ายค่าลิขสิทธิ์บอลโลกจากอาร์เอส ยังเบียดวาระสำคัญอย่างการอนุมัติราคาคูปองทีวีดิจิทัล
เพราะเดิมทีบอร์ด กสทช. จะประชุมปลายสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อพิจารณาว่าจะเห็นชอบราคาคูปองทีวีดิจิทัลที่ 1,000 บาท ตามที่ กทปส.เคาะมา รวมทั้งพิจารณาว่าจะต้องนำไปรับฟังความเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) หรือไม่แต่ต้องเลื่อนออกไป
แน่นอนว่าทั้งสองเรื่องถือเป็นเรื่องที่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ แต่ต่างกันตรงที่ว่าคูปองทีวีดูเป็นเรื่องจำเป็นกับประชาชนมากกว่า เพราะเป็นเรื่องการเปลี่ยนผ่านการรับชมทีวีครั้งใหญ่
แม้ว่า กสทช. จะพยายามชี้แจงว่าเงินที่นำไปจ่ายให้กับอาร์เอส ไม่ใช่ส่วนที่ได้จากประมูลทีวีดิจิทัล 24 ช่อง แต่เป็นเงินกองทุน กทปส.
หาก กสทช.จ่ายเงินให้กับอาร์เอสได้ แล้วเหตุใดจึงไม่สามารถขยับราคาคูปอง เพื่อที่ว่าประชาชนจะได้ไม่ต้องเสียเงินส่วนต่างเพิ่ม เพราะกองทุนก็ได้คำนวณแล้วว่าต้นทุนราคากล่องสูงกว่า 1,000 บาท
เพราะหาก กสทช.เห็นว่าบอลโลกผ่านฟรีทีวีเป็นเรื่องของการเข้าถึงอย่างทัดเทียมและทั่วถึง ทีวีดิจิทัลก็ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” ครั้งใหญ่ที่ประชาชนไม่ควรต้องแบกรับภาระใดๆ เพิ่ม







