posttoday
ราคาตราสารหนี้ลดลงเล็กน้อยหลังนักลงทุนย้ายเข้าสู่ทรัพย์เสี่ยง

ราคาตราสารหนี้ลดลงเล็กน้อยหลังนักลงทุนย้ายเข้าสู่ทรัพย์เสี่ยง

17 มิถุนายน 2557

ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (9-13 มิ.ย. 2557) มีมูลค่ารวม 417,203 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 83,441 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 13%

ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (9-13 มิ.ย. 2557) มีมูลค่ารวม 417,203 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 83,441 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 13%

ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารหนี้แล้วจะพบว่ากว่า 65% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 271,906 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน)

ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 85,736 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 10,902 ล้านบาท หรือคิดเป็น 21% และ 3% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้นตามลำดับ

สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรกคือรุ่น LB196A (อายุ 5.0 ปี) LB155A (อายุ 0.9 ปี) และ LB176A (อายุ 3.0 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 35,162 ล้านบาท 11,302 ล้านบาท และ 8,912 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย คือรุ่น CB14702A (อายุ 15 วัน) CB14911B (อายุ 91 วัน) และ CB14624A (อายุ 14 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 30,328 ล้านบาท 23,722 ล้านบาท และ 13,264 ล้านบาท ตามลำดับ

ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท ไออาร์พีซี รุ่น IRPC147A (A) มูลค่าการซื้อขาย 2,114 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ รุ่น TUF147A (AA) มูลค่าการซื้อขาย 728 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส รุ่น AYCAL14DA (A+) มูลค่าการซื้อขาย 418 ล้านบาท

เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) เพิ่มสูงขึ้นในทุกช่วงอายุประมาณ +1 ถึง +7 Basis Point (100 Basis point มีค่าเท่ากับ 1%) หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดของหลายๆ ประเทศยังแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความคืบหน้าในการทำงานของทีมที่ปรึกษา คสช.ที่เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้นักลงทุนลดสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ตลาดพันธบัตรและโยกเงินเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ราคาตราสารหนี้ปรับตัวลดลง (Yield เพิ่มขึ้น)

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 18 มิ.ย. เนื่องจากจะมีผลต่อทิศทางของอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศ รวมถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 17-18 มิ.ย. เนื่องจากจะมีการตัดสินใจเกี่ยวกับการดำเนินมาตรการคิวอี ซึ่งจะมีผลต่อการไหลเข้าออกของกระแสเงินทุนต่างชาติในช่วงระยะเวลาถัดไป

นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตราสารหนี้ทุกประเภท (ทั้งระยะสั้นและระยะยาว) รวมกัน 12,250 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 3,659 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี) 8,591 ล้านบาท ทางด้านนักลงทุนรายย่อยมียอดซื้อสุทธิ 489 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย