posttoday
เร่งดันพรบ.องค์กรคลื่นความถี่ แผนปฏิรูปสื่อเพื่อปรองดอง?

เร่งดันพรบ.องค์กรคลื่นความถี่ แผนปฏิรูปสื่อเพื่อปรองดอง?

24 พฤษภาคม 2553

จากปัญหาความแตกแยกที่ฝังรากลึกในประเทศไทยครั้งนี้ สื่อนับเป็นปัจจัยหนึ่งในการร่วมสร้างให้เกิดปัญหา ทำให้ 5 แผนปรองดองแห่งชาติของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หนึ่งในนั้นคือ การปฏิรูปสื่อ (อีกครั้ง) จากก่อนหน้านี้หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เดือน พ.ค. 2535 มีความพยายามปฏิรูปสื่อมาแล้ว แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จ

อุปสรรคสำคัญ คือ ร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.... หรือที่เรียกว่า ร่าง พ.ร.บ.กสทช ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลสื่อ ไม่สามารถคลอดออกมาได้เสียที

ขณะที่สื่อที่เกิดขึ้นตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้แก่วิทยุชุมชน รวมทั้งสื่อที่เกิดขึ้นตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม ยังไม่มีกฎหมายควบคุมชัดเจน และอย่างที่รู้กันดีทั้งวิทยุชุมชน และโทรทัศน์ดาวเทียม ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง จนเป็นที่มาของการปฏิรูปสื่อครั้งที่ 2 ตามแผนปรองดองของนายกฯ อภิสิทธิ์

ทั้งนี้ หลังรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาบริหารประเทศ หนึ่งในนโยบายหลัก คือการเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.กสทช. โดยความรับผิดชอบของนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านวาระ 2 และ 3 ของสภาผู้แทนราษฎรอย่างรวดเร็ว เมื่อ 24 มี.ค. 2553 หลังเกิดการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จแห่งชาติ (นปช.)

การผ่านวาระ 2 และ 3 อย่างรวดเร็ว โดยใช้การพิจารณาภายใน 20 นาที ถูกตั้งคำถาม ต่อมาร่าง พ.ร.บ.กสทช ถูกเสนอต่อวุฒิสภาเมื่อ 29 มี.ค. ขณะที่วุฒิสภานำกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาเมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา หลังจากล่วงเลยมาเกือบเดือน

แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยว่า กฎหมายฉบับนี้เป็น พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเงิน ที่ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน แทนที่วุฒิสภาจะรีบนำเข้ากลับนำมาพิจารณาหลังจากล่วงเลยไปเกือบเดือน และมีการล็อบบี้เพื่อให้ผ่านร่าง พ.ร.บ.นี้โดยไม่ให้มีการแก้ไข ทั้งที่กฎหมายยังมีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไขหลายประการ อาทิ

มีการกำหนดให้ฝ่ายบริหารเข้ามามีอำนาจเสนอชื่อเป็นกรรมการ กสทช. ซึ่งถือว่าฝ่ายบริหารเข้ามามีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดตั้งองค์กรอิสระโดยตรง อันขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2550

นอกจากนี้ยังมีการล็อกสเปกเพื่อเอื้อประโยชน์ให้บางคน บางกลุ่มเข้ามาเป็น กสทช. และกีดกันบางกลุ่มบางพวกออกไป เช่น การกำหนดให้ กสทช.ผู้มีคุณวุฒิด้านกฎหมายและด้านเศรษฐศาสตร์จำนวน 4 คน แต่ผู้มีความรู้ด้านกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์มีเพียง 2 คน

รวมทั้งยังมีการกำหนดอายุผู้มีสิทธิสมัครเป็น กสทช.ต้องไม่เกิน 65 ปี ซึ่งพ.ร.บ.องค์กรคลื่นความถี่ฯ ฉบับเดิม ไม่มีการกำหนดอายุขั้นสูง และกฎหมายองค์กรอิสระทุกฉบับ จะกำหนดอายุขั้นสูงไม่เกิน 70 ปี ไม่ใช่ 65 ปี

ขณะที่หน่วยงานของรัฐเดิม ไม่ว่าจะเป็นบริษัททีโอที หรือบริษัท อสมท ที่มีสัมปทานคลื่นความถี่อยู่ก่อนหน้านี้ มีความกังวลว่ากฎหมายดังกล่าว ทำให้รัฐเสียประโยชน์ไม่น้อยกว่า 1.5 แสนล้านบาท เพราะมาตรา 84 วรรค 4 กำหนดให้ต้องคืนคลื่นความถี่ ให้คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) เพื่อนำไปจัดสรรใหม่ และทำให้ทรัพย์สินดังกล่าว คือ เสา สถานีฐาน และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ได้รับคืนมานั้น ไม่มีค่าเลย

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า กระบวนการพิจารณากฎหมายฉบับนี้เป็นไปตามขั้นตอน ที่ล่าช้าเพราะมีกฎหมายรอพิจารณาอยู่จำนวนหนึ่ง และยอมรับว่ามีกระบวนการเร่งรัดให้กฎหมายฉบับนี้ออกมาบังคับใช้โดยเร็ว เพราะไม่แน่ใจในขั้นตอนการยุบสภา

“ถามว่ากฎหมายนี้ควรเร่งพิจารณาหรือไม่ เห็นสมควร เพราะกฎหมายนี้ล่าช้ามาถึง 13 ปี จนเปลี่ยนกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้วด้วยซ้ำ แต่กฎหมายฉบับนี้ก็ยังไม่ออก เท่าที่พิจารณาเบื้องต้นกฎหมายสมบูรณ์เกือบ 8090% แต่มีบางประเด็นที่วุฒิสภาต้องตรวจสอบตามข้อร้องเรียนต่างๆ ที่เสนอเข้ามา” นายสมชาย กล่าว

สำหรับขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ที่ต้องตรวจสอบตามข้อเรียกร้องขององค์กรต่างๆ ที่เสนอเข้ามา 10 กว่าองค์กร เช่น กทช. องค์กรคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น โดยที่วุฒิสภามีระยะเวลาพิจารณาถึงวันที่ 2 ส.ค. ที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุม 2 สภาอีกครั้ง หากที่ประชุม 2 สภาพิจารณาแล้วแตกต่างกันมาก ต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระหว่าง 2 สภา

ทั้งนี้ การผลักดันร่าง พ.ร.บ.กสทช. เป็นหนึ่งในกระบวนการปฏิรูปสื่อ ตามแผนปรองดองของรัฐบาล รวมถึงองค์กรวิชาชีพต่างๆ เช่น สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาพันธ์สมาคมผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ต่างเห็นพ้องที่ต้องการให้ร่าง พ.ร.บ.กสทช.มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพราะความล่าช้าที่เกิดขึ้น ทำให้การพัฒนาสื่อใหม่ในวงการวิทยุโทรทัศน์ไม่ก้าวหน้าไปถึงไหน

สำหรับการปฏิรูปสื่อตามแผนปรองดองที่นายสาทิตย์ ออกมาบอกกล่าวในเบื้องต้นนั้น ประกอบด้วยการปรับบทบาทสื่อภาครัฐ ที่จะนำไปสู่สถานีข่าวสารเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย การเปิดพื้นที่ให้สมัชชาประชาชน เปิดพื้นที่ให้ฝ่ายที่อาจจะมีความเห็นไม่ตรงกัน การเปิดพื้นที่ที่จะต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน สำหรับการปฏิรูปประเทศไทยที่ภาคประชาชน ภาควิชาการต่างๆ จะได้แสดงออกถึงความคิดเห็น และรัฐบาลจะได้มีรายการที่เชื่อมโยงกับประชาชนมากขึ้น

รวมถึงมีแนวคิดจะจัดตั้งองค์กรภาคสื่อ ที่จะมีมีเดียมอนิเตอร์ที่จะดูแลการใช้พื้นที่ของสื่อ และถ้ามีสื่อที่ใช้สื่อไม่สร้างสรรค์ หรือปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังกัน จะมีมาตรการอะไรไปจัดการ โดยเป็นการเสนอขึ้นมาโดยองค์กรวิชาชีพหรือไม่ ทั้งนี้ไม่ใช่การแทรกแซงสื่อ เพราะจะให้องค์กรทางวิชาชีพสื่อเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ แต่ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าขณะนี้กฎกติกาของสื่อก็ยังมีปัญหาที่ต้องปรับปรุงแก้ไข

ขณะที่นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ 10 องค์กร ยื่นข้อเสนอแผนปฏิรูปสื่อต่อนายกรัฐมนตรีไปแล้ว โดยสิ่งสำคัญที่สุด คือ ขอให้รัฐบาลเร่งรัดการปฏิรูปสื่อภาครัฐ โดยเฉพาะช่อง 11 ที่เห็นว่ากรมประชาสัมพันธ์ ไม่มีความสามารถในการจัดการต้องให้เอกชนเข้ามาบริหารจัดการ เรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายตามมาตรา 46 เพื่อให้ความคุ้มครองสื่อและผู้ประกอบวิชาชีพตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เร่งรัดให้วุฒิสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) โดยเร็ว ระหว่างที่ยังไม่มี กสทช.ให้คณะอนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงฯ เร่งรัดดำเนินการตามกฎหมายเพื่อกำกับดูแลวิทยุชุมชน โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมและเคเบิลทีวี

ทั้งนี้ สื่อมวลชนเองต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่เสนอข่าวสร้างความขัดแย้ง การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ใช้เพื่อการขัดขวางการทำหน้าที่สื่อ ประชาชนควรเปิดรับข้อมูลข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย สามารถร้องเรียนต่อองค์กรที่ควบคุมกันทางวิชาชีพได้ทันที โดยองค์กรที่ยื่นจดหมายเปิดผนึกพร้อมเป็นแกนกลางในการประสานงานความร่วมมือกับภาคส่วนอื่นๆ และรัฐบาลในการผลักดันกระบวนการปฏิรูปสื่อ

สำหรับในมุมมองของนางพิรงรอง รามสูตร รณะนันท์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ภายใต้สภาวะแวดล้อมปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าการปฏิรูปสื่อค่อนข้างยาก ด้วยโครงสร้างสื่อที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก สื่อที่แตกกระจายตามพัฒนาการของเทคโนโลยีทำได้ยากมาก ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต มือถือ โทรทัศน์ดาวเทียม ขณะที่กฎหมายที่มีอยู่และกำลังจะออกมาต้องพิจารณาให้ดีว่า สามารถครอบคลุมไปถึงหรือไม่ นี่คือปัญหาสำคัญของการปฏิรูปสื่อครั้งนี้

แต่ตนมีข้อสังเกตว่าสื่อต้องรวมไปถึงอินเทอร์เน็ต เอสเอ็มเอส ทีวีดาวเทียม เว็บบอร์ดสนทนาด้วยหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องที่กว้าง อาจจะต้องจัดวงออกไปอีกต่างหาก เพราะปัจจุบันก็ถูกมองว่ารัฐเข้าไปละเมิดสิทธิเสรีภาพเพราะใช้กฎหมายเกี่ยวกับความผิดด้านคอมพิวเตอร์ ส่วนสถานีโทรทัศน์พีทีวีและเอเอสทีวีตนก็ต้องการให้เชิญมาพูดคุยด้วยเช่นกัน ส่วนการบังคับใช้กฎหมายของอนุคณะกรรมการ กสทช.นั้นเห็นว่ามีช่องกฎหมายที่จะดำเนินการได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ผู้ปฏิบัติ จึงขอมอบหมายให้นายสาทิตย์ไปดำเนินการให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ