
เดินตามคำสอนพ่อถนนสู่ความสำเร็จ
บรรดานักธุรกิจระดับโลกที่ได้เห็นกันตามสื่อชื่อดังต่างๆ นั้น อาจจะมีเส้นทางความสำเร็จที่แตกต่างหลากหลาย บ้างอาจจะล้มลุกคลุกคลาน บ้างอาจจะมีเส้นทางที่ถูกปูมาให้ ทว่าสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันสำหรับผู้นำทางธุรกิจหลายๆ คน เบื้องหลังความสำเร็จกลับมาจากอิทธิพลและคำสอนจากคนใกล้ตัวผู้มีพระคุณอย่าง "พ่อและแม่"
บรรดานักธุรกิจระดับโลกที่ได้เห็นกันตามสื่อชื่อดังต่างๆ นั้น อาจจะมีเส้นทางความสำเร็จที่แตกต่างหลากหลาย บ้างอาจจะล้มลุกคลุกคลาน บ้างอาจจะมีเส้นทางที่ถูกปูมาให้ ทว่าสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันสำหรับผู้นำทางธุรกิจหลายๆ คน เบื้องหลังความสำเร็จกลับมาจากอิทธิพลและคำสอนจากคนใกล้ตัวผู้มีพระคุณอย่าง "พ่อและแม่"
เช่นเดียวกับ "โจว พลูเมอริ" รองประธานเฟิร์สต์ ดาต้า บริษัทชำระเงินระดับโลก และอดีตประธานบริหารของวิลลิส บริษัทโบรกเกอร์ประกันภัยชื่อดังที่มักจะมองเห็น "ซามูเอล" ผู้เป็นพ่อตระเตรียมเสื้อผ้าทำงานตอนกลางคืนทุกๆ คืน
โจว เล่าว่า เมื่อพ่อเข้าสู่อายุวัย 80 ปี และกำลังอยู่ในช่วงพักฟื้นจากการผ่าตัดบายพาส ทว่าก็ยังยืนยันที่จะทำงานอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น ซามูเอล ยังมีโครงการที่จะฟื้นฟูเมืองบ้านเกิด "เทรนทัน" ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ด้วยการซื้อทีมเบสบอล และก็สามารถทำได้สำเร็จ แม้ว่าก่อนหน้านั้นลูกชายจะขอร้องให้หยุดทำงานก็ตาม เพราะกลัวจะกระทบกับสุขภาพ
"พ่อของผมเชื่อว่าอะไรๆ ก็สามารถเป็นไปได้ ดังนั้นแล้วผมจึงเชื่อว่าอะไรๆ ก็เป็นไปได้เช่นกัน" โจว ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งทีม เบสบอล เทรนทัน ธันเดอร์ กล่าวกับบีบีซี ซึ่งปัจจุบันสนามแห่งนี้ได้ดึงดูดการลงทุนรอบๆ สนามเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารและสำนักงาน โดยเป็นไปตามที่ ซามูเอล วาดฝันเอาไว้
ไม่ใช่เพียงแต่ โจว เท่านั้นที่เดินตามคำสอนของพ่อ เพราะ "เซอร์มาร์ติน ซอร์เรลล์" ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารของดับเบิลยูพีพี บริษัทโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดของโลก ที่มีมูลค่าสูงถึง 1.64 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 9.02 แสนล้านบาท) เองก็ทำตามคำแนะนำ ของพ่อ ที่บอกว่า ให้ เซอร์มาร์ติน เลือกบริษัทเพียงแห่งเดียวที่จะสร้างให้เติบโต โดยแรกเริ่มชายคนนี้ได้เข้าเป็นหุ้นส่วนของบริษัทแห่งหนึ่งที่ผลิตตระกร้าสินค้า ก่อนที่จะมีการควบรวมกิจการและสร้างดับเบิลยูพีพีในวันนี้
"เขามักจะพูดกับผมเสมอว่า 'สร้างชื่อเสียงในอุตสาหกรรมที่ลูกสนใจ' ดังนั้นแล้วถ้าคุณต้องการที่จะเข้าไปทำธุรกิจที่ตั้งมาแล้ว คุณต้องยกให้งานสำคัญที่สุด และอย่าใช้เวลากับสิ่งที่ลงมือทำเพียงชั่วครู่" เซอร์มาร์ติน ระบุ
จนปัจจุบันนี้ ชายในวัยเกือบ 70 ปีคนนี้ยัง ใส่ใจทุกรายละเอียดของการทำธุรกิจอยู่ เช่น การลงชื่อในจดหมายของลูกจ้างอาวุโสทุกคน ตามคำสอนของพ่อที่เตือนเสมอว่า "ถ้าหากไม่ลง ในรายละเอียด ลูกก็จะไม่รู้เรื่องของบริษัทเหมือน ที่เคย"
ไม่เพียงแต่ฝั่งผู้บริหารจากชาติตะวันตกเท่านั้น ที่อาศัยแรงขับเคลื่อนสำคัญจากผู้ให้กำเนิด "กัว กวงชาง" ผู้ก่อตั้งและประธานของโฟซัน กลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในแดนมังกร ก็เปิดเผยว่า โฟซันจะไม่สามารถมีวันนี้ได้ ถ้าหากบริษัทแห่งนี้ไม่ได้ทำเพื่อพ่อและแม่ โดย กัว เล่าว่า หลังจากที่เรียนจบมหาวิทยาลัย สิ่งแรกที่อยากจะทำ คือ หาเงินให้ได้เยอะๆ เพื่อให้พ่อแม่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบริษัทจะประสบความสำเร็จ ทว่า พ่อและแม่เรียกร้องให้ กัว ใช้ความร่ำรวย ช่วยเหลือสังคม มากกว่าความสะดวกสบายของ ผู้มีพระคุณ และจากคำสอนเหล่านั้น ไม่เพียงแต่ทำให้ กัว เรียนรู้ที่จะมองแต่ด้านตัวเลขกำไรของธุรกิจ ทว่ายังได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องปรัชญาการทำธุรกิจและวัฒนธรรมอีกด้วย
"สิ่งที่พ่อและแม่ของผมกังวลมากที่สุด คือ เรื่องที่ว่าผมดูแลพนักงานดีหรือไม่" ผู้ก่อตั้งโฟซัน เปิดเผยกับบีบีซี
ทั้งนี้ สตีฟ แทพพิน ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะผู้นำ ระบุว่า บ่อยครั้งที่ความสำเร็จของผู้นำทางธุรกิจความสำเร็จเกิดมาจากแรงขับเคลื่อนของพ่อและแม่
"แรงขับเคลื่อนที่มาจากผู้ชุบเลี้ยงหรือพ่อแม่ คือการทำให้ประธานบริหารหลายๆ คนโดดเด่นขึ้นมาจากคนอื่นๆ" สตีฟ กล่าว







