
บลจ.ฟันธงหุ้นขึ้นสั้นเห็น800
บลจ.คาดวันนี้ดัชนีหุ้นเหวี่ยงแรง ระยะสั้นเด้งขึ้นได้ถึง 800 จุด แต่หลังจากนั้นต้องระวัง แนะเลี่ยงค้าปลีก-โรงแรม-ท่องเที่ยว มั่นใจชำระเงิน 24 พ.ค. ไร้ปัญหา
บลจ.คาดวันนี้ดัชนีหุ้นเหวี่ยงแรง ระยะสั้นเด้งขึ้นได้ถึง 800 จุด แต่หลังจากนั้นต้องระวัง แนะเลี่ยงค้าปลีก-โรงแรม-ท่องเที่ยว มั่นใจชำระเงิน 24 พ.ค. ไร้ปัญหา
นายวศิน วัฒนวรกิจกุล กรรมการ ผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจกองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นในวันนี้คงจะเหวี่ยงตัวค่อนข้างมากจากมุมมองของนักลงทุนที่เห็นต่างกัน โดยอีกกลุ่มอาจมองว่าสถานการณ์คลี่คลายในระดับหนึ่งและราคาหุ้นปัจจุบันถือว่าถูก ขณะที่อีกกลุ่มอาจมองว่าการเมืองยังไม่จบ อาจทำให้กลุ่มนี้ยังไม่ลงทุนหรือฉวยทำกำไร
“ตลาดหุ้นเปิดมาคงตอบรับในทางบวก แต่เมื่อถึงระดับหนึ่ง|นักลงทุนจะกลับมาดูภาพเศรษฐกิจว่าถูกกระทบแค่ไหนและเงินต่างชาติจะกลับเข้ามาลงทุนหรือไม่ สำหรับแนวโน้มระยะกลางและยาวยังต้องประเมินการส่งออกและท่องเที่ยวถูกกระทบมากน้อยแค่ไหน” นายวศิน กล่าว
สำหรับนักลงทุนที่ขายกองทุนรวมของ บลจ.บัวหลวง ในวันพุธที่ 19 พ.ค. ทั้งกองทุนหุ้นหรือกองทุนตลาดเงิน จะได้รับเงินคืน T+1 คือ วันที่ 24 พ.ค.นี้ และในส่วนที่ บลจ.บัวหลวงไปซื้อหุ้นไว้นั้นก็ต้องชำระเงินค่าหุ้น T+3 วันที่ 24 พ.ค. ได้ไม่มีปัญหา
นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.อยุธยา กล่าวว่า การชำระราคาค่าหุ้นของกองทุนให้แก่บริษัทหลักทรัพย์ ในวันที่ 24 พ.ค. ไม่มีปัญหา บริษัทได้เตรียมเงินไว้แล้ว
สำหรับตลาดหุ้นยังถูกปัญหาหนี้ของกรีซกดดัน ขณะที่การเมืองในประเทศแม้จะคลี่คลายแต่จบไม่ดี ทำให้หุ้นอาจตอบรับแค่ระยะสั้น แต่ระยะกลางและยาวหากการเมืองยังรุนแรงต่อเนื่องจะส่งผลต่อความเชื่อมั่น
“ตอนนี้แนะให้เลี่ยงหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม ส่วนสถาบันการเงินแม้สาขาบางแห่งจะเสียหายจากการวางระเบิด แต่เป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกำไรของธนาคาร และตอนนี้คงเป้าดัชนีสิ้นปีที่ 850 จุดเช่นเดิม” นายประภาส กล่าว
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.แอสเซท พลัส กล่าวว่า ในระยะ1-2 สัปดาห์ตลาดหุ้นไทยน่าจะปรับเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 5% หรือ 790-800 จุด แต่ควรจะหลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มค้าปลีกที่ได้รับความเสียหายจากการชุมนุม และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเอาไว้ก่อน แต่สำหรับหุ้นกลุ่มธนาคารที่แม้ว่าสาขาจะได้รับความเสียหาย แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อการขยายสินเชื่อ
อย่างไรก็ตาม ในระยะกลางดัชนีน่าจะปรับลดลงไปที่ 750-770 จุด เนื่องจากนักลงทุนจะหันกลับไปให้ความสำคัญกับปัจจัยต่างประเทศที่ยังมีปัญหาอยู่ แต่ระยะยาว หรือ ภายในสิ้นปีนี้ ดัชนียังมีโอกาสจะกลับมาอยู่ที่ 850 จุดได้
นายวินยังกล่าวถึงการชำระค่าหุ้นในวันที่ 24 พ.ค. นั้นไม่มีปัญหา เพราะมีเงินสดเตรียมไว้แล้ว







