
ราคาตราสารหนี้ปรับตัวสูงขึ้นตามเงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดไทยอีกครั้ง
ตราสารหนี้ ภาวะตลาดตราสารหนี้ (2-6 มิ.ย. 2557) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 368,468 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 73,694 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 10% ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 66% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 241,829 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 66,882 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 16,094 ล้านบาท หรือคิดเป็น 18% และ 4% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
ตราสารหนี้ ภาวะตลาดตราสารหนี้ (2-6 มิ.ย. 2557) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 368,468 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 73,694 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 10%
ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 66% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 241,829 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 66,882 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 16,094 ล้านบาท หรือคิดเป็น 18% และ 4% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB236A (อายุ 9 ปี) LB196A (อายุ 5 ปี) และ LB176A (อายุ 3 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 21,705 ล้านบาท 13,434 ล้านบาท และ 9,788 ล้านบาท ตามลำดับ
ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่นที่มีปริมาณซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น CB14904B (อายุ 91 วัน) CB14624A (อายุ 14 วัน) และ CB15409A (อายุ 364 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 28,882 ล้านบาท 26,848 ล้านบาท และ 15,866 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท ไออาร์พีซี รุ่น IRPC147A (A-) มูลค่าการซื้อขาย 3,162 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท ไทยออยล์ รุ่น TOP273A (AA-) มูลค่าการซื้อขาย 931 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร รุ่น CPF17NA (AA-) มูลค่าการซื้อขาย 713 ล้านบาท
ส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ของตราสารหนี้อายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ปรับตัวลดลงในช่วงประมาณ -2 ถึง -6 Basis Point (100 Basis point มีค่าเท่ากับ 1%) ตามทิศทางของเงินทุนต่างชาติที่ไหลกลับเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ไทยอีกครั้ง ภายหลังสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มคลี่คลายมากขึ้น ประกอบกับความคืบหน้าในการทำงานของทีมที่ปรึกษา คสช. ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการพิจารณาอนุมัติงบประมาณปี 2558 โดยล่าสุดสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้ง Moody’s และ Fitch Ratings ได้ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ระดับเดิม
ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติกลับมามีมุมมองเชิงบวกต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจไทยมากขึ้น และเริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามาทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ราคาตราสารหนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น (Yield ลดลง) โดยเฉพาะในตราสารหนี้ระยะยาว ในด้านตัวเลขเงินเฟ้อของไทยยังเร่งตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน พ.ค. อยู่ที่ 2.62% ถือเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 14 เดือน และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.75% หรือสูงที่สุดในรอบ 17 เดือน เงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และส่งผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรในช่วงถัดไป
นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิ ในตราสารหนี้ทุกประเภท (ทั้งระยะสั้นและระยะยาว) รวมกัน 9,023 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 10,583 ล้านบาท และขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี) 1,560 ล้านบาท ทางด้านนักลงทุนรายย่อยมียอดขายสุทธิ 356 ล้านบาท







