
ทิสโก้ออกทริกเกอร์ลุยซื้อหุ้นเมืองเบียร์
บลจ.ทิสโก้ ประเดิมทริกเกอร์ฟันด์ลุยหุ้นเยอรมนี เจ้าแรกในไทย ลงทุนในหุ้นชั้นนำของโลก
บลจ.ทิสโก้ ประเดิมทริกเกอร์ฟันด์ลุยหุ้นเยอรมนี เจ้าแรกในไทย ลงทุนในหุ้นชั้นนำของโลก
นายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวกองทุนเปิด ทิสโก้ เยอรมัน อิควิตี้ ทริกเกอร์ 8% ซึ่งเป็นกองทุนทาร์เก็ตฟันด์ มีนโยบายลงทุนในตลาดหุ้นเยอรมันเป็น บลจ.แรกในไทย เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจของเยอรมนีแข็งแกร่งที่สุดในยุโรปและราคาหุ้นยังอยู่ในระดับต่ำ
กองทุนมีอายุ 8 เดือนหรือสามารถเลิกโครงการก่อนครบกำหนดอายุโครงการ หากสามารถสร้างผลตอบแทนได้ถึง 8% โดยเปิดเสนอขายครั้งแรกวันที่ 412 มิ.ย. 2557 จองซื้อขั้นต่ำ 5,000 บาท
ทั้งนี้ กองทุนจะลงทุนผ่านกองทุนหลัก คือ db xtrackers DAX UCITS ETF (DR) ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เยอรมัน เพื่อสร้างผลตอบแทนของกองทุนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนีตลาดหลักทรัพย์เยอรมัน (DAX)
ปัจจุบันกองทุนหลักจะลงทุนในบริษัทชั้นนำของโลกที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นเยอรมัน เช่น บีเอ็มดับเบิลยู เดมเลอร์ เมอร์เซเดสเบนซ์ โฟล์คสวาเกน อลิอันซ์ ดอยช์แบงก์ ไบเออร์ ซีเมนส์ อาดิดาส เป็นต้น โดยบริษัทดังกล่าวมีกลุ่มลูกค้าอยู่ทั่วโลก และมีผลประกอบการดีต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและยุโรป โดยผลการดำเนินงานไตรมาสแรกที่ออกมาค่อนข้างโดดเด่น เช่น ไบเออร์มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีเพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนและมีกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 15% ขณะที่กลุ่มเดมเลอร์มียอดขายรถยนต์เพิ่มขึ้น 13% ขณะที่บริษัทชั้นนำอื่นๆ ก็มีการเติบโตทางธุรกิจไปในทิศทางเดียวกัน
สำหรับเศรษฐกิจเยอรมนีในในนายสาห์รัช กล่าวว่า ความน่าสนใจของการลงทุนในตลาดหุ้นเยอรมัน อยู่ที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มีความแข็งแกร่งที่สุดในยุโรป โดยไตรมาสแรกขยายตัว 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งสูงสุดในรอบ 3 ปีและดีกว่าประเทศอื่นในยุโรป ขณะที่กลุ่มยูโรโซนขยายตัวเพียง 0.2% และเยอรมนีมีอัตราว่างงาน 5% ขณะที่ประเทศในยุโรปส่วนใหญ่มีอัตราการว่างงานตั้งแต่ 1025%
นอกจากนี้ ผลดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในเยอรมนียังเติบโตต่อเนื่อง ราคาหุ้นยังถูกเมื่อเทียบประเทศในยูโรโซน โดยปัจจุบันดัชนี DAX ซื้อขายที่พี/อีประมาณ 13.8 เท่า ต่ำกว่าดัชนี Europe STOXX 600 สัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี)ราว 15.4 เท่า และคาดว่าในปี 2558 กำไรบริษัทจดทะเบียนจะเติบโต 14% ทำให้ตลาดหุ้นเยอรมันมีโอกาสปรับขึ้น 16%นายวิศิษฐ์ ชื่นรัตนกุล ผู้จัดการกองทุนอาวุโส กลุ่มตราสารหนี้ บลจ.ธนชาต เปิดเผยว่า หลังจากการเมืองไทยเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มมีความเชื่อมั่นและมีความหวังมากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องจับตามองต่อจากนี้คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด และจะได้ผลตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่
“ปัจจุบันราคาหุ้นไทยยังขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังไปรอปัจจัยพื้นฐาน หากว่ามาตรการต่างๆ สำเร็จ ก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยาว โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับต่ำต่อไป และไม่น่าจะปรับตัวสูงขึ้นในเร็วๆ นี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวต่อไป”นายวิศิษฐ์ กล่าว
บลจ.ธนชาต จึงออกกองทุนเปิดธนชาต Fixed Income 6M63 อายุประมาณ 6 เดือน ลงทุนตราสารหนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลตอบแทนประมาณ 2.70% เสนอขายครั้งแรกวันที่ 4 – 10 มิ.ย.2557
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ กล่าวว่า บริษัทมองว่าช่วงครึ่งหลังของปี 2557 น่าจะมีการดำเนินแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจตามโรดแมปที่วางไว้ได้บางส่วน ช่วยดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาได้ รวมทั้งคาดว่าน่าจะมีการเลือกตั้งได้ในช่วงต้นปีหน้าหรือกลางปีหน้า และภาวะเศรษฐกิจมีโอกาสกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2558
สำหรับประเด็นด้านการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยสำหรับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือคงมีโอกาสเป็นไปได้ไม่มากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังคงแข็งแกร่งและปัจจัยด้านการเมืองเป็นเพียงปัจจัยกดดันระยะสั้นและไม่ได้คลาดเคลื่อนไปจากที่ตลาดคาดการณ์มากนัก”
นอกจากนี้ประเมินว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายสำหรับการประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 18 มิ.ย. 57 ไว้ที่ 2.00% จึงเปิดขายกองทุนเปิด วรรณ เอ็นแฮนท์ ไฟแนนเชียล (1ENHANCED6M1) ครั้งแรกในระหว่างวันที่ 411 มิ.ย.2557 ลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารแห่งหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือและ ตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าที่สามารถลงทุนได้ (NonInvestment Grade) และตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated Securities) โดยมีผลตอบแทนที่คาดหวังหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วอยู่ที่ประมาณ 3.20% ต่อปี และมีตราสารที่คาดว่าจะลงทุนในรอบการลงทุนครั้งนี้ ได้แก่ เงินฝาก Bank of China สัดส่วนประมาณ 14.00% ของพอร์ตการลงทุน / เงินฝาก China Construction Bank สัดส่วนประมาณ 14.00% ของพอร์ตการลงทุน / ตั๋วแลกเงินบริษัท คิงพาวเวอร์ดิวตี้ฟรี จำกัด บริษัท ไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้น จำกัด (มหาชน) บริษัท สามารถ ไอโมบาย จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนิตี้ จำกัด รวมกันสัดส่วนประมาณ 72% ของพอร์ตการลงทุน
นายนาวิน อินทรสมบัติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย เปิดเผยว่า วันที่ 39 มิ.ย.2557 บลจ.กสิกรไทย จะเสนอขายกองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ต่างประเทศ 1 ปี ซีเจ (KFF1YCJ) คาดผลตอบแทนสุทธิ 2.75% ต่อปี กองทุนเปิดเค เอ็นแฮนซท์ ตราสารหนี้ต่างประเทศ 6 เดือน เอ็กซ์ (KEFF6MX) คาดผลตอบแทนสุทธิ 2.60% ต่อปีและกองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ 6 เดือน ซีเอ (KFI6MCA) คาดผลตอบแทนสุทธิ 2.50% ต่อปี







