
เปิดมุมมอง"แมทธิว"เสริมแกร่งเดอะมอลล์กรุ๊ป
หลังจากออกมาประกาศเปิดตัวโครงการศูนย์การค้าแห่งใหม่ถึง 5 โครงการรวด
โดย...จะเรียม สำรวจ
หลังจากออกมาประกาศเปิดตัวโครงการศูนย์การค้าแห่งใหม่ถึง 5 โครงการรวด พร้อมกับประกาศปรับศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียมอีก 1 โครงการ ภายใต้มูลค่าการลงทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป ต้องเตรียมความพร้อมงานหลังบ้านพอสมควร โดยเฉพาะการหาผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้าร่วมงาน เพราะแต่ละโปรเจกต์เป็นโครงการขนาดใหญ่และใช้งบลงทุนสูง
แมทธิว กิจโอธาน ถือเป็นหนึ่งในทีมผู้บริหารคณะใหม่ ที่ได้เข้าร่วมงานกับบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เดอะมอลล์ กรุ๊ป ดีเวลลอปเม้นท์ เพื่อร่วมกันวางแผนยุทธศาสตร์ก้าวต่อไปในอนาคตของบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป ซึ่งจะไม่ได้มีเพียง 5 โครงการใหม่ที่ได้เปิดตัวไปล่าสุดเท่านั้น
ก่อนหน้าที่แมทธิวจะเข้ามาร่วมงานกับบริษัทเดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้เคยเป็นมือขวาของ ฐาปน สิริวัฒนภักดี แห่งบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ นอกจากนี้ยังเคยร่วมงานกับ บริษัท ยูนิลีเวอร์ฯ บริษัท เป๊ปซี่โคล่า ในฮ่องกง และนิวยอร์ก บริษัท ยิลเลตต์ บริษัท ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น และปิดท้ายด้วยการดำรงตำแหน่งเป็น กรรมการผู้จัดการ ของบริษัท โออิชิ กรุ๊ป
แมทธิว กิจโอธาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เดอะมอลล์ กรุ๊ป ดีเวลลอปเม้นท์ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าวว่า การเข้ามาร่วมงานกับเดอะมอลล์ครั้งนี้เข้ามานั่งเป็นที่ปรึกษาในด้านของการวางแผนระยะยาว เพราะแนวทางการดำเนินธุรกิจของ เดอะมอลล์ กรุ๊ป นับจากนี้จะเน้นการสร้างอาณาจักรศูนย์การค้า
ดังนั้นความสำคัญของการดำเนินธุรกิจ คือ ทีมงานเบื้องหลัง ซึ่งในช่วง 34 ปีที่ผ่านมาเดอะมอลล์ ได้ทยอยปรับโครงสร้างองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการดึงผู้บริหารที่มีความสามารถและกลุ่มเลือดใหม่เข้าร่วมงาน
“ตอนนี้เดอะมอลล์มีความพร้อมอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นในด้านของงบประมาณการลงทุนหรือทีมผู้บริหาร และจากความสำเร็จของศูนย์การค้าที่เปิดให้บริการ ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสยามพารากอน หรือ ดิ เอ็มโพเรียม ถือเป็นเครื่องการันตีความแข็งแกร่งของโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะแผนการสร้างศูนย์กลางแห่งใหม่ในย่านสุขุมวิท” แมทธิว กล่าว
การเปิดตัวศูนย์การค้าใหม่อย่าง ดิ เอ็มควอเทียร์ และดิ เอ็มสเฟียร์ รวมไปถึงการปรับปรุง ดิ เอ็มโพเรียม ให้มีความสวยงามและทันสมัย เดอะมอลล์ กรุ๊ป ต้องการให้ศูนย์การค้าทั้ง 3 แห่ง เหมือนกับศูนย์กลางศูนย์การค้าที่ดูไบ มอลล์ หรือนิวยอร์ก มอลล์ ซึ่งศูนย์การค้าแต่ละแห่งจะมีจุดยืนที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ ก็เพื่อให้การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพและมีผลกำไรสูงสุด
จากแนวทางดังกล่าว เดอะมอลล์ กรุ๊ป จึงต้องปรับโครงสร้างองค์กรให้เป็นระบบและมีความเป็นสากลมากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน เดอะมอลล์ กรุ๊ป มีสภาพคล่องในเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว โดยหลังจากจบ 6 โครงการ คือ ดิ เอ็มโพเรียม ดิ เอ็มควอเทียร์ ดิ เอ็มสเฟียร์ แบงค็อก มอลล์ บลูพอร์ต และ บลูเพิร์ล คงต้องกลับมาดูที่รายละเอียดว่ามีอะไรต้องปรับปรุงอีกบ้างเพื่อรองรับโครงการในอนาคต
“สิ่งที่ต้องเตรียมความพร้อมอีกอย่าง คือ ความพร้อมในด้านบุคลากร เพราะพื้นที่ค้าปลีกในอนาคตจะมีเพิ่มถึง 2 ล้าน ตร.ม. การเตรียมบุคลากรให้พร้อมจึงถือว่าจำเป็นอย่างมาก และจากการที่เดอะมอลล์ กรุ๊ป เป็นบริษัทแบบครอบครัว จึงมีความยืดหยุ่นมากกว่าเมื่อเทียบกับบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่จะสร้างอะไรต้องได้ผลตอบแทนที่สูงและมีความเป็นไปได้ ขณะที่บริษัทแบบครอบครัวจะมีความอบอุ่น สามารถสร้างนวัตกรรมอะไรใหม่ๆ ได้ง่ายกว่า” แมทธิว กล่าว
จากการเปิดตัวโครงการใหญ่ดังกล่าว ส่งผลให้ เดอะมอลล์ กรุ๊ปเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น ด้วยเหตุปัจจัยดังกล่าวจึงทำให้ต้องมีโปรเฟสชั่นแนลเข้ามาร่วมงาน เพื่อเข้ามาช่วยดูแลโครงการใหม่ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในปี 2560 ดังนั้น จึงต้องมีการวางระบบและโครงสร้างให้พร้อม ควบคู่ไปกับการใช้ระบบไอทีเข้ามาช่วยเพื่อความรวดเร็วและแม่นยำ
แมทธิว กล่าวปิดท้ายว่า โครงการใหม่ที่จะเปิดให้บริการในอนาคตนั้น นอกจากจะรองรับกลุ่มลูกค้าในประเทศแล้ว ยังเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เพราะช่วงเวลาดังกล่าวจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาประเทศไทยเพิ่มขึ้น จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่เดอะมอลล์ กรุ๊ปออกมาประกาศสร้างอาณาจักรศูนย์การค้าครั้งนี้







