posttoday
แนะกระตุ้นขนส่งข้ามแดนร่วมทุนโลจิสติกส์เพื่อนบ้าน

แนะกระตุ้นขนส่งข้ามแดนร่วมทุนโลจิสติกส์เพื่อนบ้าน

02 มิถุนายน 2557

การขนส่งทางถนนระหว่างประเทศกำลังมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากสัดส่วนที่เพิ่มจาก 5.2% ของการขนส่งระหว่างประเทศทั้งหมดในปี 2550 เป็น 11.1% ในปี 2555 เนื่องจากการค้าชายแดนที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น และการนับถอยหลังเข้าสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต

การขนส่งทางถนนระหว่างประเทศกำลังมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากสัดส่วนที่เพิ่มจาก 5.2% ของการขนส่งระหว่างประเทศทั้งหมดในปี 2550 เป็น 11.1% ในปี 2555 เนื่องจากการค้าชายแดนที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น และการนับถอยหลังเข้าสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต

ท่ามกลางการเติบโต ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ธุรกิจขนส่งสินค้าข้ามแดนยังคงเผชิญอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีความตกลงว่าด้วยการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงครอบคลุมประเทศสมาชิกทั้ง 6 ประเทศ โดยปัจจุบันมีเพียงบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเริ่มใช้ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือบันทึกความเข้าใจ IICBTA กับลาว กัมพูชา และเวียดนาม จึงทำให้ไม่สามารถขนส่งสินค้าข้ามแดนโดยใช้รถบรรทุกไทยในเส้นทางที่มีศักยภาพ เช่น การขนส่งสินค้าไปพม่าบริเวณด่านพรมแดนแม่สอดเมียวดีบนเส้นทางอาร์ 9 ซึ่งเป็นด่านที่มีมูลค่าการค้าชายแดนสูงสุดระหว่างไทยและพม่า โดยปี 2556 มีมูลค่าค้าชายแดนกว่า 4.36 หมื่นล้านบาท รวมถึงการขนส่งไปยังพม่าและจีน บริเวณด่านพรมแดนแม่สายท่าขี้เหล็ก บนเส้นทาง อาร์3บี ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายสินค้าขึ้นรถบรรทุกของพม่า หลังจากผ่านแดนไปเพียง 15-20 กม.

ทั้งนี้ แม้ว่าในจุดผ่านแดนที่มีบันทึกความเข้าใจ IICBTA แล้ว แต่ยังมีอุปสรรคในการปฏิบัติในบางเส้นทาง อาทิ ปัญหาบันทึกความเข้าใจ IICBTA ณ จุดผ่านแดนอรัญประเทศปอยเปต โดยรถบรรทุกของไทยได้รับโควตาผ่านเข้ากัมพูชาเพียง 40 คัน/วัน ส่วนมากเป็นรถโดยสาร ขณะที่รถบรรทุกส่วนมากจะวิ่งเข้าไปถ่ายสินค้าที่คลังสินค้าในปอยเปต ผ่านจากพรมแดนไปได้เพียงประมาณ 5 กม.เท่านั้น

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการขนส่งยังเผชิญอุปสรรคในแง่ของสภาพโครงสร้างพื้นฐานทางถนนของประเทศเพื่อนบ้านที่ยังไม่ดี รวมถึงการดำเนินงานของด่านศุลกากรของบางประเทศ และความแตกต่างเรื่องกฎหมายด้วย

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ธุรกิจขนส่งระหว่างประเทศของไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เนื่องจากประเทศไทยมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่มีพรมแดนติดกับประเทศอาเซียนถึง 4 ประเทศ จึงเป็นจุดแข็งที่จะเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศเพื่อไปยังประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนามได้ อีกทั้งยังสามารถเป็นฐานการขนส่งทางถนนเชื่อมโยงกับการขนส่งทางทะเลเพื่อส่งสินค้าออกสู่ตลาดโลก

ดังนั้น เพื่อรักษาโอกาสของธุรกิจขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน ผู้ประกอบการไทยจึงควรจับมือกับพันธมิตรซึ่งเป็นผู้ประกอบการขนส่งท้องถิ่นที่มีความชำนาญในพื้นที่ของประเทศนั้นๆ หรือหากผู้ประกอบการรายใดมีความพร้อม อาจเข้าไปร่วมทุนกับผู้ประกอบการท้องถิ่นในการตั้งสาขาในต่างประเทศ เพื่อให้กระบวนการขนส่งสินค้าจากประเทศไทยผ่านประเทศเพื่อนบ้าน และไปยังประเทศปลายทางสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับจังหวัดที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นจังหวัดการค้าชายแดนที่สำคัญ ยังสามารถพัฒนาให้เป็นจังหวัดยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ อาทิ ตั้งนิคมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ การตั้งจุดพักรถบรรทุก และศูนย์กระจายสินค้า

นอกจากนี้ ประเทศไทยควรปรับปรุงระเบียบโครงสร้างการขนส่งให้เกิดความเข้มแข็ง และแก้ไขกฎหมายขนส่งให้สอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศ และเอื้อต่อผู้ประกอบการไทย เช่น การผลักดันร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจบริการโลจิสติกส์ พ.ศ. .... ทั้งนี้ เพื่อรักษาศักยภาพในการแข่งขันซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อการขนส่งภายในประเทศและระหว่างประเทศ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ