
แรงขายของนักลงทุนต่างชาติ...กดดันบาทอ่อนต่อเนื่อง
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าในสัปดาห์นี้ ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.6533.00 ต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นกรอบที่อ่อนค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ในสัปดาห์นี้มองว่าประเด็นเรื่องการเมืองยังเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นประเด็นที่ค่อนข้างส่งผลต่อจิตวิทยาของตลาดอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คงต้องจับตาดูว่านักลงทุนต่างชาติจะยังคงขายสินทรัพย์ไทยอย่างต่อเนื่องหรือไม่ หลังจากที่สัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นแรงขายอย่างต่อเนื่อง
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าในสัปดาห์นี้ ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.6533.00 ต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นกรอบที่อ่อนค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ในสัปดาห์นี้มองว่าประเด็นเรื่องการเมืองยังเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นประเด็นที่ค่อนข้างส่งผลต่อจิตวิทยาของตลาดอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คงต้องจับตาดูว่านักลงทุนต่างชาติจะยังคงขายสินทรัพย์ไทยอย่างต่อเนื่องหรือไม่ หลังจากที่สัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นแรงขายอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ มีโอกาสที่ค่าเงินบาทจะปรับขึ้นไปทดสอบระดับ 33.00 ได้ หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมาเห็นค่าเงินทะลุแนวต้านสำคัญหลายแนวต้านแล้วสำหรับในสัปดาห์นี้ จะมีปัจจัยใหม่จากตลาดโลกมากำหนดการเคลื่อนไหวเพิ่มมากขึ้น และเนื่องจากเป็นสัปดาห์ต้นเดือน เราจะได้เห็นตัวเลขสำคัญๆอาทิ ดัชนี PMI จากเศรษฐกิจหลัก อย่างสหรัฐ จีน และยูโรโซน ขณะที่นักลงทุนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจะจับตาการประชุมนโยบายการเงินของยูโรโซนอย่างใกล้ชิด หลังจากที่ผู้กำหนดนโยบายมีการส่งสัญญาณต่อตลาดว่าอาจต้องออกมากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม
สำหรับในสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในแนวโน้มที่อ่อนค่า ในช่วงแรกดูเหมือนว่าจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่พอถึงช่วงท้ายสัปดาห์ กลับเห็นการอ่อนค่าของเงินบาทที่ค่อนข้างรวดเร็ว โดยปัจจัยหลักที่ทำให้ค่าเงินยังอ่อนอยู่ต่อเนื่องนั้น มาจากประเด็นเรื่องการเมืองเป็นสำคัญ และประเด็นนี้ ก็กดดันให้เห็นแรงเทขายสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ช่วงต้นสัปดาห์ เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 32.57 โดยนักลงทุนยังให้น้ำหนักความเสี่ยงเรื่องประเด็นการเมืองไทยอยู่ แม้จะมีความชัดเจนเพิ่มมากขึ้นเรื่องการเดินหน้าเศรษฐกิจตาม แผนยุทธศาสตร์ในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ หรือ “Roadmap” ที่ทางกองทัพประกาศให้มีการจัดทำขึ้น และน่าจะมีการประกาศรายละเอียดออกมาภายในสัปดาห์นี้
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่ออกมาในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ยังคงแสดงสัญญาณที่อ่อนแอของเศรษฐกิจอยู่ โดยตัวเลขการส่งออกไทยเดือน เม.ย. ออกมาหดตัวมากกว่าที่คาด ขณะที่การนำเข้าปรับร่วงลงต่อเนื่อง ประกอบกับไทยยังกลับมาขาดดุลการค้าอีกครั้ง
นอกจากนี้ การผลิตภาคอุตสาหกรรมยังคงปรับหดตัวต่อเนื่องกันเป็นเดือนที่ 13 ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ยังเป็นการบ่งชี้ว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงเรื่องการขยายตัวและประเด็นความท้าทายอยู่ และทำให้การเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ไทยสำหรับในสายตาของนักลงทุนต่างชาติดูไม่น่าดึงดูดมากนัก ส่งผลให้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเห็นแรงเทขายทั้งในตลาดหุ้นและพันธบัตรตลอดสัปดาห์ ประกอบกับในสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นช่วงสิ้นเดือน ซึ่งมักจะเป็นช่วงที่มีความต้องการเงินเหรียญสหรัฐสูงเป็นพิเศษจากผู้นำเข้า เพื่อนำไปจ่ายค่าสินค้า จึงเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่าเพิ่มเติม โดยช่วงปลายสัปดาห์ เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 32.84
หากลงไปดูในรายละเอียดในประเด็นเรื่องเงินทุนแล้ว ปริมาณของเงินทุนไหลออกจากแรงขายของ นักลงทุนต่างประเทศนั้น เป็นไปในปริมาณที่เท่าๆ กัน สำหรับทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร โดยตลอด ทั้งเดือน พ.ค. เห็นการขายสุทธิมูลค่า 3.72 หมื่นล้านบาท และ 3.58 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ
และถ้าหากเราเปรียบเทียบกับตลาดอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียแล้ว ในเดือน พ.ค.นั้น ตลาดอื่นๆ เห็นเงินทุนต่างชาติไหลเข้า แต่ไทยเรากลับเป็นการไหลออก ซึ่งถ้าประเด็นนี้ยังคงต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ อาจเป็นสัญญาณที่น่ากลัวอย่างหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม หากประเมินจากปัจจัยทางเทคนิคจากดัชนี Relative Strength Index แล้ว จะเห็นได้ว่าแรงขายเงินบาทเริ่มจะมากจนเกินไป จึงมีโอกาสเช่นกันที่เราอาจจะเห็นค่าเงินบาทปรับย่อลงมาบ้างระหว่างสัปดาห์ หากไม่มีปัจจัยอื่นๆ เข้ามารุมเร้าสถานการณ์ความเสี่ยงของประเทศ
สำหรับการเคลื่อนไหวของสกุลเงินหลักอื่น ๆ ค่าเงินยูโร เห็นแรงกดดันให้อ่อนค่าลงตลอดทั้งสัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนเห็นความเป็นไปได้มากขึ้นที่ผู้กำหนดนโยบายต้องออกมากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในการประชุมนโยบายการเงินสัปดาห์นี้ ค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.3625 แต่หลังจากตลาดได้เห็นความเห็นเพิ่มเติมของประธานอีซีบีตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ ว่าพร้อมจะใช้มาตรการเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้เงินยูโรดิ่งลง นอกจากนี้ การปรับเพิ่มขึ้นของการว่างงานของคนเยอรมนีเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือนกดดันให้ค่าเงินยูโรปรับร่วงลงมากกว่าระดับแนวรับสำคัญที่ 1.36 อย่างไรก็ดี ช่วงปลายสัปดาห์ นักลงทุนเริ่มมองว่าค่าเงินยูโรอาจอ่อนค่ามากจนเกินไป จึงเห็นค่าเงินยูโรชะลอการอ่อนค่าลงบ้าง โดยรีบาวด์มาเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 1.3609 (ณ วันศุกร์ เวลา 18.00 น.)
ในส่วนของค่าเงินเยน เปิดตลาดที่ระดับ 101.94 โดยเห็นการเคลื่อนไหวในกรอบแคบ เงินเยนเริ่มชะลอการอ่อนค่าลงอย่างชัดเจน เนื่องจากความเห็นของผู้กำหนดนโยบายจากธนาคารกลางญี่ปุ่นซึ่งกล่าวว่า นโยบายการเงินในปัจจุบันถือว่ามีความเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจแล้ว ซึ่งตลาดมองว่าเป็นการส่งสัญญาณเรื่องการไม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในระยะอันใกล้นี้ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงของเศรษฐกิจยังมีให้เห็นอยู่ หลังจากที่ช่วงปลายสัปดาห์มีการเปิดเผยยอดขายปลีก สำหรับเดือนเมษายนของญี่ปุ่น ซึ่งปรับร่วงลงมากกว่าคาด และมากถึง 13.7% จากเดือนมีนาคม สาเหตุหลักเป็นเพราะการเร่งบริโภคสินค้าคงคนของผู้บริโภคญี่ปุ่นก่อนการปรับขึ้นภาษีการบริโภคจาก 5% เป็น 8% เมื่อเดือนเมษายน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นเร่งขึ้นอย่างรุนแรงมาอยู่ที่ 3.2% เดือนเมษายน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 1.3% ซึ่งเป็นผลของภาษีเช่นกัน ตลาดมองว่าการเร่งขึ้นของเงินเฟ้อนั้น จะเป็นเพียงเหตุกาณ์ชั่วคราว เพราะฉะนั้นถือว่ายังมีความเสี่ยงของเศราฐกิจอยู่ว่าจะกลับไปเข้ารอยเดิมเรื่องเงินฝืดหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นในระยะต่อไปมีความจำเป็นที่ต้องออกมาใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในที่สุด ช่วงปลายสัปดาห์ ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ที่ 101.67 (ณ วันศุกร์ เวลา 18.00 น.)







