posttoday

ปล่อยเงินกู้-กู้ยืมเงิน

30 พฤษภาคม 2557

การกู้ยืมเงินไม่ว่าจะกู้ในระบบหรือกู้นอกระบบ มีผู้เกี่ยวข้องอย่างน้อย 2 ฝ่ายขึ้นไป ฝ่ายแรก เป็นเจ้าของเงินที่เป็นผู้ให้กู้ยืมเงินหรือเจ้าหนี้ ฝ่ายที่ 2 เป็นผู้กู้ยืมเงินหรือลูกหนี้ นอกจากนี้ยังมีผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ อีก เช่น ผู้ค้ำประกัน สถาบันการเงิน บุคคลที่รับจ้างทวงหนี้ เป็นต้น

การกู้ยืมเงินไม่ว่าจะกู้ในระบบหรือกู้นอกระบบ มีผู้เกี่ยวข้องอย่างน้อย 2 ฝ่ายขึ้นไป ฝ่ายแรก เป็นเจ้าของเงินที่เป็นผู้ให้กู้ยืมเงินหรือเจ้าหนี้ ฝ่ายที่ 2 เป็นผู้กู้ยืมเงินหรือลูกหนี้ นอกจากนี้ยังมีผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ อีก เช่น ผู้ค้ำประกัน สถาบันการเงิน บุคคลที่รับจ้างทวงหนี้ เป็นต้น

ปกติไม่มีใครอยากเป็นลูกหนี้ แต่เพราะความจำเป็นต้องใช้เงินสดมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือหมุนเวียนในธุรกิจ หรือมองเห็นว่าหากกู้ยืมเงินมาแล้วนำมาปล่อยกู้เพื่อหาผลตอบแทนจากดอกเบี้ยมากกว่าที่ตนเองต้องจ่ายไป อย่างนี้ก็มีเยอะเหมือนกัน ผู้ให้กู้ยืมเงินอาจเป็นธนาคาร สถาบันการเงิน บริษัทห้างร้าน นิติบุคคลอื่นๆ รวมถึงบุคคลธรรมดาทั่วไป ผู้กู้ยืมเงินอาจมีสถานภาพเช่นเดียวกับผู้ให้กู้ยืมก็ได้

ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมนั้นโตวันโตคืน โดยเฉพาะการกู้ยืมเงินนอกระบบ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับปริมาณเงินในท้องตลาด ความต้องการกู้ยืมมีมากน้อยเพียงใด กู้ยืมเงินจากแหล่งใด ความเสี่ยงจากผู้กู้ยืมเงินที่จะชำระดอกเบี้ยและเงินต้นคืน วงเงินที่กู้ยืมและอื่นๆ อีกจิปาถะ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้กู้ยืมเงินหรือผู้กู้ยืมก็ตามต่างได้ประโยชน์ทั้งคู่ รวมถึงกรมสรรพากรที่จะได้เก็บภาษีที่เกิดขึ้นจากดอกเบี้ยเงินกู้ยืม

ประมวลรัษฎากรกำหนดให้ผู้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้และผู้ให้กู้ยืมเงินที่ได้รับดอกเบี้ย มีหน้าที่ทางภาษี ดังนี้

ผู้ให้กู้ยืมเงิน/เจ้าหนี้เงินกู้ ในโลกแห่งความเป็นจริง การให้กู้ยืมเงินก็เพื่อหวังผลตอบแทนซึ่งก็คือดอกเบี้ย บางรายอาจจะบอกว่าไม่ได้คิดดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งก็มีบ้างในหมู่พี่น้องกัน แต่หากเป็นรูปของบริษัท ฯลฯ คงนำมาอ้างไม่ได้ กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมได้ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารหรือดอกเบี้ยจากการกู้ยืมเงินมาปล่อยกู้อีกที ดังนั้นผู้ให้กู้ยืมเงินที่ได้รับดอกเบี้ยมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์จากการทำสัญญากู้ยืมเงิน

ผู้ให้กู้ยืมเงินที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องนำดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมที่ได้รับไปยื่นรวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีภาษี กรณีที่ได้ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด สามารถเลือกที่จะไม่นำดอกเบี้ยไปยื่นรวมคำนวณภาษีก็ได้ ส่วนผู้ให้กู้ยืมเงินที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ต้องนำดอกเบี้ยที่ได้รับไปรวมเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

ภาษีธุรกิจเฉพาะ ผู้ให้กู้ยืมทุกรายที่ได้รับดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมต้องนำดอกเบี้ยที่ได้รับไปเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เว้นแต่ได้รับยกเว้นภาษีตามกฎหมาย

นอกจากนั้น สัญญาให้กู้ยืมเงินที่ได้จัดทำขึ้น ผู้ให้กู้ยืมเงินต้องเสียอากรแสตมป์ 1 บาท ทุกจำนวนเงินกู้ยืม 2,000 บาท หรือเศษของจำนวนเงิน 2,000 บาท แต่อากรแสตมป์ที่ต้องเสียเมื่อรวมกันแล้ว ถ้าเกิน 1 หมื่นบาท ให้เสียเพียง 1 หมื่นบาทเท่านั้น

ผู้กู้ยืมเงิน/ลูกหนี้เงินกู้ ผู้กู้ยืมเงินที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เมื่อจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 15 ของดอกเบี้ยที่จ่าย แต่ถ้าจ่ายดอกเบี้ยให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ให้หักภาษีในอัตราร้อยละ 1 ของดอกเบี้ยที่จ่าย

กรณีที่ได้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ไปยังผู้ให้กู้ยืมที่อยู่ในต่างประเทศ ผู้จ่ายดอกเบี้ยกู้ทุกรายต้องหักภาษีในอัตราร้อยละ 15 ไม่ว่าผู้รับดอกเบี้ยจะเป็นใครก็ตาม เว้นแต่ ผู้ให้กู้ยืมเงินนั้นได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ตามกฎหมาย

เจ้าหนี้ที่ปล่อยเงินกู้และลูกหนี้ที่กู้ยืมเงิน มีหน้าที่ทางภาษีตามที่กล่าวมาข้างต้น สวัสดีครับ

ข่าวล่าสุด

ก.ล.ต. ปรับเกณฑ์ Tokenized Fund หนุนนวัตกรรมลงทุน เริ่ม 1 เม.ย.69