
เสียงโอท็อป
ในขณะนี้กลุ่มผู้ประกอบการ สินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอท็อป) กำลังวิตกกังวลว่าทิศทางจะเป็นอย่างไรต่อไป หลังจากมีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศแล้ว จะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายโอท็อปใหม่ หรือไม่ อย่างไร
ในขณะนี้กลุ่มผู้ประกอบการ สินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอท็อป) กำลังวิตกกังวลว่าทิศทางจะเป็นอย่างไรต่อไป หลังจากมีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศแล้ว จะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายโอท็อปใหม่ หรือไม่ อย่างไร
เพราะมีบทเรียนมาจากการรัฐประหารในปี 2549 ที่เปลี่ยนนโยบายโอท็อปใหม่ และเปลี่ยนไปใช้คำว่า “สินค้าชุมชน” แทน โดยให้เหตุผลว่าคำว่า โอท็อปเกี่ยวข้องกับการเมือง ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการทั้งระบบที่ผลิตสินค้าร่วม 7 หมื่นรายการ
พรพล เอกอรรถพร ประธานเครือข่ายสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอท็อป) ระดับประเทศ ออกมาระบุว่า ไม่อยากให้มองสินค้าโอท็อป ว่าเกี่ยวโยงกับเรื่องทางการเมือง เพราะสินค้าโอท็อปไทย ถือเป็นสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่มีเรื่องราวและความเป็นมา
ที่สำคัญสินค้าโอท็อป ยังเป็นสินค้าที่มาจากประชาชนในชุมชนต่างๆ จึงช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนทั่วประเทศให้มีรายได้สูงขึ้น และที่ผ่านมา ได้มีการสร้างแบรนด์ โอท็อป จนกลายเป็นที่รู้จักอย่างมากในประเทศ และต่างประเทศ รวมทั้งหลายประเทศก็ใช้คำว่า โอท็อป เพื่อสื่อถึง สินค้าท้องถิ่น เหมือนกัน
กลุ่มผู้ประกอบการที่มาร่วมออกงาน โอท็อป มิดเยียร์ 2014 ที่จัดขึ้นแล้ววันนี้จนถึง 1 มิ.ย. ที่เมืองทองธานี ก็ให้ความเห็นสอดคล้องกัน อยากให้คงโอท็อปเอาไว้ และอย่ายกเลิกการจัดงาน หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายโอท็อป เพราะขณะนี้หลายกลุ่มผลิตภัณฑ์เริ่มมีทายาทเข้ามาสืบทอดธุรกิจมากขึ้นแล้ว และทายาทกำลังพัฒนาโอท็อปรุ่นใหม่ออกมาสู่ตลาดมากขึ้น การยกเลิก เปลี่ยนแปลงนโยบายในการสนับสนุนจะเพิ่มความเสี่ยงให้มากขึ้น
ดังนั้น หากทุกฝ่ายเลิกมองว่า โอท็อป คือ สินค้าทางการเมืองของกลุ่มใด ก็จะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการ เพราะการส่งเสริม โอท็อป ก็เปรียบเสมือนกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากของประเทศให้คึกคักมากขึ้นด้วย และช่วยให้กลุ่มชาวบ้านต่างๆ มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเข้มแข็ง
ถือเป็นเสียงสะท้อนของกลุ่มผู้ประกอบการโอท็อปทั่วประเทศในขณะนี้ต่อ คสช. เพื่อให้คงสินค้าโอท็อป ไว้ต่อไป และอยากให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเรื่องหาตลาดใหม่ จะดีที่สุดเพราะผู้ประกอบการไม่มีความชำนาญเรื่องทำตลาดมากนัก หากมีการหาช่องทางขายใหม่ได้เพิ่มมากขึ้น ก็จะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการรายย่อยในระยะยาว







