posttoday
ผู้เช่าพื้นที่ห้างยอดวูบ

ผู้เช่าพื้นที่ห้างยอดวูบ

29 พฤษภาคม 2557

จากภาวะเศรษฐกิจซบเซาและปัญหาการเมืองที่ยังไม่คลี่คลาย ส่งผลกระทบต่อทุกภาคธุรกิจและที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ ผู้ประกอบการรายย่อยที่สายป่านสั้น หนึ่งในนั้นคือผู้เช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าที่ต้องจ่ายค่าเช่าในราคาสูง ขณะที่ยอดขายตกต่ำลงจากผู้ซื้อที่ระมัดระวังการจับจ่าย รวมไปถึงนักท่องเที่ยวที่ลดลง

จากภาวะเศรษฐกิจซบเซาและปัญหาการเมืองที่ยังไม่คลี่คลาย ส่งผลกระทบต่อทุกภาคธุรกิจและที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ ผู้ประกอบการรายย่อยที่สายป่านสั้น หนึ่งในนั้นคือผู้เช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าที่ต้องจ่ายค่าเช่าในราคาสูง ขณะที่ยอดขายตกต่ำลงจากผู้ซื้อที่ระมัดระวังการจับจ่าย รวมไปถึงนักท่องเที่ยวที่ลดลง

ภาวะดังกล่าวเคยเกิดขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงและเกิดความวุ่นวายอย่างหนัก ผู้ค้ารายย่อยได้รับผลกระทบจนย่ำแย่ ส่งผลให้เจ้าของพื้นที่ต้องออกมาหาทางช่วยเหลือด้วยการลดค่าเช่าและหยุดขึ้นค่าเช่า ตลอดจนหาพื้นที่ขายนอกห้างให้ เป็นต้น

ปัจจุบันจากสถานการณ์ที่เริ่มย่ำแย่ ทำให้เห็นสัญญาณว่าอาจเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องของผู้เช่าพื้นที่ในห้างอีกครั้ง โดยผู้เช่าหลายรายกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่ายอดขายลดลง และต้องการให้ทางศูนย์การค้าเข้ามาหามาตรการช่วยเหลือ

บุญเกียรติ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเสื้อผ้าแฟชั่นในเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า การชุมนุมทางการเมืองที่ยืดเยื้อร่วม 6 เดือน ส่งผลให้รายได้ของบริษัทลดลง 15% และคาดว่าผู้ประกอบการขนาดกลางและรายย่อยคงมีรายได้ที่ลดลงไม่แตกต่างกับบริษัท โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องสำอาง

อย่างไรก็ตาม ไอ.ซี.ซี.ฯ ถือเป็นบริษัทใหญ่ที่มีสายป่านยาวสามารถแบกรับภาวะต้นทุนต่างๆ ได้ แต่ขณะที่รายกลางและย่อยคาดว่าจะมีการเจรจากับศูนย์การค้า เพื่อต่อรองลดค่าเช่าพื้นที่บ้าง หรือต้องการให้ศูนย์การค้าช่วยผ่อนปรนในรูปแบบอื่นๆ หรือกระทั่งช่วยทำแคมเปญโปรโมชั่น กิจกรรมการตลาด เพื่อสร้างบรรยากาศให้เกิดการจับจ่ายภายในห้างช่วงครึ่งปีหลัง

ธนพงษ์ จิราพาณิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น ผู้ดำเนินธุรกิจร้านเครื่องประดับภายใต้ชื่อ แพนโดร่า กล่าวว่า ยอดขายที่ปรับตัวลดลงส่งผลให้เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัทต้องเข้าไปเจรจาขอปรับลดค่าเช่าพื้นที่กับศูนย์การค้า และห้างดีพาร์ตเมนต์สโตร์ เพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งก็ได้รับความช่วยเหลือลดค่าเช่าพื้นที่เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ หากเดือน มิ.ย.นี้ยังคงมียอดขายลดลง บริษัทอาจต้องเข้าไปเจรจากับเจ้าของพื้นที่ เพื่อขอปรับลดค่าเช่าอีกครั้ง ขณะที่บริษัทต้องพยายามช่วยเหลือตัวเองด้วยการออกมาทำกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าสิ้นปีน่าจะมีรายได้เติบโตตามเป้าหมายที่ 10% แม้ว่าขณะนี้จะยังมียอดขายติดลบ 15%

แหล่งข่าวจากร้านเควิน ไคล์น จีนส์ เปิดเผยว่า หลังจาก คสช.ประกาศเคอร์ฟิว เริ่มเห็นได้ชัดว่ายอดขายสินค้าภายในร้านลดลง เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้าต่างชาติ เช่น จีน ซึ่งถือเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก

ด้าน วีรวุฒิ วุฒินรากร ผู้เช่าพื้นที่ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กล่าวว่า ได้เปิดร้านค้าจำหน่ายเครื่องประดับ 2 สาขา ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พบว่า ยอดขายร้านค้าลดลง 30-40% เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 80% จึงตัดสินใจเลิกเช่าพื้นที่ 1 สาขา เมื่อ 23 เดือนที่ผ่านมา และร้านค้าในพื้นที่ใกล้เคียงก็ทยอยปิดร้านเช่นเดียวกัน

“อยากให้ทางศูนย์การค้าช่วยอุ้มผู้ประกอบการรายย่อย ขอแค่อย่าขึ้นค่าเช่าพื้นที่ในปี 2558 ซึ่งปกติจะปรับเพิ่มขึ้น 1,500-2,000 บาท จากปีนี้ต้องจ่ายค่าเช่า 2.8 หมื่นบาทต่อเดือน” วีรวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้ จากการสอบถามไปยังบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา ผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์การค้าเซ็นทรัล บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์การค้าเดอะมอลล์ และบริษัท สยามพิวรรธน์ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ และศูนย์การค้าสยามพารากอน พบว่ายังไม่มีนโยบายปรับลดค่าเช่าหรือเจรจากับสถาบันการเงิน เพื่อให้สินเชื่อพิเศษกับผู้เช่าในขณะนี้

แหล่งข่าวจากศูนย์การค้าเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับธนาคารกสิกรไทยจัดโครงการสนับสนุนทางการเงินเพื่อผู้เช่ารายย่อยในเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เพื่อนำเสนอสินเชื่อพิเศษช่วยเหลือร้านค้าผู้เช่าภายในโครงการให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้โดยไม่สะดุด และนำเงินทุนไปหมุนเวียนในธุรกิจต่อเนื่อง

“แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีสัญญาณว่าผู้เช่าจะมีปัญหาขาดสภาพคล่อง หรือยังไม่ได้รับรายงานจากผู้เช่าว่าเริ่มประสบปัญหา และได้รับค่าเช่าจากผู้เช่าเป็นปกติ แต่สัญญาณสำคัญคือ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวในเอเชียทีคลดลงตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา และส่งผลกระทบกับยอดขายของร้านค้าย่อยที่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ของที่ระลึกต่างๆ ส่วนร้านอาหารยังไม่ได้รับผลกระทบ” แหล่งข่าว เปิดเผย

นอกจากนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นของร้านค้ายังพบว่า ยอดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการในเอเชียทีคยังน้อยลงด้วย ทำให้ทีมผู้บริหารมองว่าควรเร่งหาแนวทางป้องกันให้ผู้เช่ารายย่อยยังดำเนินกิจการต่อไปได้ก่อนจะเกิดปัญหา

นับว่าเอเชียทีคเป็นเจ้าของพื้นที่รายแรกๆ ที่ออกมาหามาตรการป้องกันก่อนเกิดปัญหาสภาพคล่อง ขณะที่ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่แทบทุกค่ายยังไร้สัญญาณความเคลื่อนไหว ได้ แต่หวังว่าคงไม่รอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยมาตามแก้ทีหลัง เพราะถึงเวลานั้นอาจไม่ทันการณ์ในช่วงที่มีเคอร์ฟิว ห้ามออกจากบ้านหลัง 22.00 น. ส่งผลกระทบกับยอดขายกลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่ม เพราะโดยปกติ ร้านค้าต่างๆ ในเอเชียทีคจะเปิดให้บริการในช่วงเย็นๆ เป็นหลัก โดยเฉพาะร้านอาหารและเครื่องดื่ม ถ้ามีเคอร์ฟิว ก็จะทำให้ช่วงเวลาในการขายยิ่งน้อยลงมาก

ปัจจุบันเอเชียทีคมีลูกค้าราว 10 ล้านคนหรือ 20,000-40,000 คนต่อวัน แบ่งเป็นต่างชาติ 60% คนไทย 40% นักท่องเที่ยวต่างชาติ 10 อันดับแรกที่นิยมเข้ามาในเอเชียทีค คือ ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย อเมริกา อินโดนีเซีย อังกฤษ เยอรมนี และรัสเซีย โดยภายในศูนย์ฯ มีเม็ดเงินสะพัดจากการใช้จ่ายประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งรายได้หลักของเอเชียทีคมาจากค่าเช่า ปัจจุบันมีผู้เช่าแล้ว 95%

สำหรับกลยุทธ์หลักของเอเชียทีค จะเน้นการสร้างไฮไลท์ใหม่ๆ โดยเมื่อต้นปีที่แล้ว ได้นำกระเช้าเอเชียทีคสกายเข้ามาให้บริการเป็นครั้งแรก ต่อด้วยในช่วงกลางปีที่แล้ว นำโชว์คาลิปโซเข้ามา ส่วนปีนี้ได้นำโชว์ศิลปะแม่ไม้มวยไทย ซึ่งไฮไลท์เหล่านี้สามารถเพิ่มยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ประมาณ 20% เมื่อเทียบกับช่วงที่ไม่มีไฮไลท์เหล่านี้

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ