
ฟิทซ์ เรทติ้งส์ ยัน 4 แบงก์ไทยแข็งแกร่ง
บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ทั้ง 4 แห่งของไทย
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ทั้ง 4 แห่งของไทย ประกอบด้วยธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และธนาคารกรุงไทย (KTB) พร้อมทั้งบริษัทในเครืออีก 3 แห่ง เมื่อวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมให้มุมมองมีเสถียรภาพทั้งหมด เนื่องจากเชื่อว่าแบงก์ใหญ่ทั้ง 4 แห่งของไทย มีปราการแข็งแกร่งเพียงพอที่จะต้านทานภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาลงได้ แม้ว่าเศรษฐกิจที่แย่เกินคาดในไตรมาสแรกจะเริ่มส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์ของระบบธนาคารแล้วก็ตาม
ฟิทช์ เรทติ้งส์ คงอันดับเครดิตสากลสกุลเงิน ต่างประเทศระยะยาว (IDR) ของธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย และไทยพาณิชย์ ที่ระดับ “BBB+” และ คงอันดับความน่าเชื่อถือภายในประเทศระยะยาว ที่ระดับ “AA+(tha)” พร้อมให้มุมมองมีเสถียรภาพ เนื่องจากมีความแข็งแกร่งทางการเงิน (Viability Ratings) ในระดับสูง
นักวิเคราะห์คาดว่า ธนาคารกรุงเทพจะสามารถ ต้านทานปัจจัยเสี่ยงได้จากทุนและเงินสำรองที่แข็งแกร่ง โดยมีสัดส่วนเงินสำรองหนี้สูญมากที่สุดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในไทย ที่ 214% ณ สิ้นปี 2556 ขณะที่ธนาคารกสิกรไทยนั้น คาดว่าจะมีการกระจายพอร์ตการลงทุนและรองรับความเสี่ยงได้ดี โดยสะท้อนจากความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อที่ขยายตัวได้ช้าลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์มีความเข้มแข็งในด้านรีเทล แบงก์กิ้ง และมีผลประกอบการที่ดี
ขณะที่ธนาคารกรุงไทยนั้น ได้รับการคงอันดับเครดิต IDR ที่ “BBB” และคงอันดับความน่าเชื่อถือภายในประเทศระยะยาว ที่ระดับ “AA+(tha)” ซึ่งขับเคลื่อนโดยอันดับเครดิตสนับสนุนขั้นต่ำ (Support Rating Floor) อย่างไรก็ดี กรุงไทยมีความแข็งแกร่งทางการเงินน้อยกว่า 2 ขั้น เนื่องจากผลดำเนินการ ที่ด้อยกว่า และมีนโยบายกึ่งการคลัง
นอกจากนี้ ฟิทช์ยังคงอันดับเครดิตของบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย (KS) บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ (SCBS) และ เคทีบี ลีสซิ่ง (KTBL) ที่ระดับ “AA(tha)” พร้อมมุมมองมีเสถียรภาพ
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า เครดิตเรตติ้งของภาคสถาบันการเงินจะผูกติดกับการปล่อยสินเชื่อและวงจรของธุรกิจมากกว่าปัจจัยการเมือง และปัจจัยการเมืองที่เกิดขึ้นก็เป็นเพียงระยะสั้น หากผ่านพ้นไปได้ ประกอบกับภาคการคลัง มีการออกงบประมาณปี 2558 มาใช้โครงการลงทุนภาครัฐกลับมา ก็จะเห็นการฟื้นตัวสู่ภาวะปกติในไตรมาส 4 ปีนี้ หรือไตรมาสแรกของปีหน้า โดยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2558 จะเติบโตได้ตามศักยภาพที่ 45% และธนาคารพาณิชย์จะกลับมาทำธุรกิจได้ตามปกติ
อย่างไรก็ดี พื้นฐานของสถาบันการเงินไทยค่อนข้างแข็งแกร่ง ทั้งด้านสภาพคล่องที่มีจำนวนมาก เงินกองทุนอยู่ในระดับสูง และการตั้งสำรองหนี้เสียก็สูง กว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด
นอกจากนี้ สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ ยังมีปัจจัยเสริมจากการปล่อยกู้ในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล และมาตรการช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของ บสย. ที่ผ่อนคลายเกณฑ์การ ค้ำประกัน จะเป็นตัวช่วยหนุนให้สินเชื่อของธนาคารขยายตัวได้ดี
อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า การคงอันดับเรตติ้งของสถาบันการเงินไทย สอดคล้องกับฐานะที่แข็งแกร่ง มีสภาพคล่องสูง ฐานเงินทุน แข็งแกร่ง และมีนโยบายการปล่อยสินเชื่อที่รัดกุม แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือความเสี่ยงเงินทุนไหลออกที่จะเกิดขึ้นราวช่วงปลายปี จากปัจจัยต่างประเทศที่สหรัฐยกเลิกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) และเตรียมขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปีหน้า อาจกดดันสภาพคล่องบ้าง ดังนั้น ในระยะสั้นจะเริ่มเห็นการระดมสภาพคล่อง ของสถาบันการเงิน เพื่อรองรับเงินทุนไหลออก และเตรียมสำหรับการปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง







