
การยึดรถตามสัญญาเช่าซื้อ
เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา มีข่าวดังทางสถานีโทรทัศน์ กรณีผู้เช่าซื้อไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน นำรถไปจอดที่ตลาด มีชายหญิงมานำรถไป โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ได้แสดงตนว่าเป็นผู้รับมอบอำนาจจากสถาบันการเงินผู้ให้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อกลับมายังรถ เห็นว่ารถหายจึงไปร้องทุกข์และตำรวจได้สกัดจับรถได้ ผู้เช่าซื้อจึงชักปืนยิงขึ้นฟ้า เพื่อป้องกันไม่ให้นำรถที่เช่าซื้อไป อันเป็นการป้องกันทรัพย์ หลังจากนั้นตำรวจจึงพาผู้ที่ยึดรถพร้อมกับผู้เช่าซื้อมาตกลงกันที่สถานีตำรวจ สุดท้ายโอละพ่อ ไม่ใช่เรื่องการลักทรัพย์แต่เป็นเรื่องของการยึดรถที่ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ตัวผมเองในฐานะเป็นวิทยากรฝึกอบรมพนักงานยึดรถของสถาบันการเงิน ขออธิบายขั้นตอนการยึดรถของนักทวงหนี้ภาคสนาม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทภายนอกที่รับจ้างจากสถาบันการเงินให้ทำหน้าที่ทวงหนี้และติดตามเอาทรัพย์คืนหลังบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว โดยขอให้ความรู้กับท่านผู้อ่านเกี่ยวกับสาระสำคัญของการยึดรถดังนี้
เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา มีข่าวดังทางสถานีโทรทัศน์ กรณีผู้เช่าซื้อไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน นำรถไปจอดที่ตลาด มีชายหญิงมานำรถไป โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ได้แสดงตนว่าเป็นผู้รับมอบอำนาจจากสถาบันการเงินผู้ให้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อกลับมายังรถ เห็นว่ารถหายจึงไปร้องทุกข์และตำรวจได้สกัดจับรถได้ ผู้เช่าซื้อจึงชักปืนยิงขึ้นฟ้า เพื่อป้องกันไม่ให้นำรถที่เช่าซื้อไป อันเป็นการป้องกันทรัพย์ หลังจากนั้นตำรวจจึงพาผู้ที่ยึดรถพร้อมกับผู้เช่าซื้อมาตกลงกันที่สถานีตำรวจ สุดท้ายโอละพ่อ ไม่ใช่เรื่องการลักทรัพย์แต่เป็นเรื่องของการยึดรถที่ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ตัวผมเองในฐานะเป็นวิทยากรฝึกอบรมพนักงานยึดรถของสถาบันการเงิน ขออธิบายขั้นตอนการยึดรถของนักทวงหนี้ภาคสนาม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทภายนอกที่รับจ้างจากสถาบันการเงินให้ทำหน้าที่ทวงหนี้และติดตามเอาทรัพย์คืนหลังบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว โดยขอให้ความรู้กับท่านผู้อ่านเกี่ยวกับสาระสำคัญของการยึดรถดังนี้
1.ต้องมีการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว หมายถึง ชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2555 ข้อ 4(4) ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ ในกรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อรายงวดสามงวดติดๆ กัน และผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกกล่าวผู้เช่าซื้อให้ใช้เงินรายงวดที่ค้างชำระนั้น ภายในเวลาอย่างน้อยสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อได้รับหนังสือและผู้เช่าซื้อละเลยเสียไม่ปฎิบัติตามหนังสือบอกกล่าวนั้น
2. การบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อก่อนที่จะมีการยึดรถ ต้องปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา ข้อ 4 (9) ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ให้เช่าซื้อจะส่งคำบอกกล่าวซึ่งตามกฎหมายหรือตามสัญญากำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสือในการส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้แก่ผู้เช่าซื้อตามที่อยู่ที่ระบุไว้ในสัญญาหรือที่อยู่ผู้เช่าซื้อแจ้งการเปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือครั้งหลังสุด ถ้าผู้ให้เช่าซื้อยังไม่ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาส่งมายังภูมิลำเนาของผู้เช่าซื้อ ถือว่าสัญญาเช่าซื้อยังมีผลอยู่ ไม่สามารถยึดรถได้ ถ้าฝ่าฝืนไปยึดรถของผู้เช่าซื้อจะต้องถูกผู้เช่าซื้อฟ้องกลับฐานผิดสัญญาเรียกเงินดาวน์ เงินค่างวดที่ชำระไปแล้วทั้งหมดคืนได้ พร้อมค่าเสียหายอื่นๆ เกี่ยวกับการขาดประโยชน์ในการใช้รถยนต์
นอกจากนี้หากผู้ให้เช่าซื้อยึดรถไปแล้วนำไปขายโดยการประมูลขาย ผู้ให้เช่าซื้อต้องรับผิด เนื่องจากการชำระหนี้พ้นวิสัยซึ่งตัวเองต้องรับผิด ตาม ป.พ.พ.มาตรา 219 ต้องชดใช้ค่าเสียหายอีกส่วนหนึ่ง มีบริษัทผู้ให้เช่าซื้อถูกฟ้องเป็นคดีผู้บริโภคหลายคดีเกี่ยวกับการยึดรถโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพราะไปกระทบกระเทือนสิทธิของผู้เช่าซื้อที่เป็นผู้บริโภค
3. การยึดรถหลังบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว ส่วนใหญ่สถาบันการเงินไม่ยึดรถเอง เพราะมีความยุ่งยาก และกระทบกระเทือนต่อภาพลักษณ์ของสถาบันการเงิน มักจะจ้างบุคคลภายนอก เป็นสำนักงานกฎหมาย สำนักงานทวงหนี้ที่เรียกว่า OA เป็นผู้ดำเนินการแทน ดังนั้น บริษัทรับจ้างยึดรถจะต้องปฏิบัติตามแนวปฏิบัติการในการติดตามทวงถามหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2551 มีผลบังคับใช้ วันที่ 4 สิงหาคม 2551
ทนายคลายทุกข์ขอนำเสนอเฉพาะข้อที่เป็นสาระสำคัญ ดังนี้
4.2.1 แนวปฏิบัติทั่วไปในการติดตามทวงถามหนี้กับลูกหนี้
(1) เวลาและความถี่ในการติดต่อเพื่อการติดตามทวงถามหนี้
ในการติดต่อลูกหนี้เพื่อติดตามทวงถามหนี้ ให้ดำเนินการภายในเวลา 08.00 น.ถึง 20.00 น. ในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ยกเว้นวันหยุดราชการ ให้ดำเนินการภายในเวลา 08.00 น. ถึง 18.00 น. ทั้งนี้ โดยมีความถี่ในการติดตามที่เหมาะสม
(2) การแสดงตัวเพื่อวัตถุประสงค์ในการติดตามทวงถามหนี้
ให้ผู้ประกอบธุรกิจและผู้ให้บริการเรียกเก็บหนี้แสดงตัวต่อลูกหนี้ โดยแจ้งชื่อและวัตถุประสงค์ในการติดต่อให้ลูกหนี้ได้รับทราบอย่างถูกต้องเหมาะสม และในกรณีที่ผู้ให้บริการเรียกเก็บหนี้ติดต่อกับลูกหนี้โดยตรง (face to face) ให้ผู้ให้บริการเรียกเก็บหนี้แสดงเอกสารซึ่งแสดงให้เห็นว่าตนได้รับอนุญาตจากผู้ประกอบธุรกิจให้ติดตามทวงถามหนี้แทนด้วย
(3) วิธีการเรียกเก็บหนี้
(3.1) ไม่ให้เรียกเก็บหนี้จากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ลูกหนี้ เช่น ญาติพี่ น้องหรือเพื่อนร่วมงาน เว้นแต่ได้รับการยินยอมจากลูกหนี้หรือเป็นสิทธิตามกฎหมาย
(3.2) ไม่ใช้ความรุนแรงเพื่อให้ลูกหนี้ชำระหนี้ เช่น ทำร้ายร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของลูกหนี้
(3.3) ไม่ปลอมแปลง บิดเบือนข้อมูล เอกสารหรือแสดงท่าทางอันทำให้ลูกหนี้สำคัญผิด เช่น
(3.3.1) ไม่ปลอมแปลงหรือบิดเบือนว่าเป็นบุคคลอื่น หรือใช้ชื่ออื่นนอกเหนือจากชื่อจริง รวมถึงไม่ปลอมแปลงหรือบิดเบือนข้อมูลในการแสดงตัวหรืออำนาจหน้าที่ของผู้ให้บริการเรียกเก็บหนี้ ไม่ใช้สัญลักษณ์หรือแสดงท่าทางเพื่อทำให้ลูกหนี้สำคัญผิดว่า มาจากหน่วยงานของรัฐ หรือบริษัทข้อมูลเครดิต
(3.3.2) ไม่ปลอมแปลง หรือบิดเบือนเพื่อให้ลูกหนี้สำคัญผิดว่าเอกสารเรียกเก็บหนี้ หรือเอกสารที่ใช้ในการติดต่อกับลูกหนี้นั้น ออกหรือได้รับอนุญาตหรือการรับรองจากหน่วยงานของรัฐหรือบริษัทข้อมูลเครดิต หรือทำให้ลูกหนี้เข้าใจผิดในสาระสำคัญทางกฎหมายของเอกสารดังกล่าว
(3.3.3) ไม่ปลอมแปลง บิดเบือน หรือแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับยอดหนี้เกินกว่าที่มีอยู่ตามกฎหมาย เช่น ประเภท จำนวน สถานะปัจจุบัน หรือค่าธรรมเนียมจากการเรียกเก็บหนี้ เป็นต้น หรือแสดงท่าทางอื่นใดอันเป็นเท็จเพื่อให้ลูกหนี้สำคัญผิดในการชำระหนี้
(3.4) ไม่ข่มขู่ หรือคุกคามในลักษณะที่ผิดกฎหมาย
หากท่านใดมีปัญหาเกี่ยวกับการยึดรถ ถ้าท่านเห็นว่ารุนแรงเกินไปหรือโหดเกินไป ร้องเรียนได้ที่สถาบันการเงิน หากยังไม่เป็นผลร้องเรียนได้ที่ สคบ.หรือธนาคารแห่งประเทศไทยนะครับ







