
แห่ผุดศูนย์ดูแลคนชรารับสังคมผู้สูงอายุจีน
สังคมผู้สูงอายุกำลังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก รวมถึงหลายประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น จีน และไทย ซึ่งโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปนี้ได้กลายเป็นตลาดใหม่สำหรับนักธุรกิจที่รู้จักมองหาโอกาสอยู่เสมอ
สังคมผู้สูงอายุกำลังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก รวมถึงหลายประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น จีน และไทย ซึ่งโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปนี้ได้กลายเป็นตลาดใหม่สำหรับนักธุรกิจที่รู้จักมองหาโอกาสอยู่เสมอ
เว็บไซต์ไชน่า เดลี ระบุว่า ในแดนมังกร สังคมคนวัยเกษียณกำลังดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากบรรดาบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบริษัทประกันชีวิต โดยเหล่านักลงทุนสถาบันและบริษัทอสังหาฯ ได้ทุ่มเงินลงทุนเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับคนวัยเกษียณกันอย่างคึกคัก สวนทางกับภาวะตลาดอสังหาฯ โดยรวมของจีน
ล่าสุด บริษัทประกันหลายรายได้ประกาศแผนสร้างชุมชนคนสูงวัย ซึ่งตอนนี้มีมูลค่าการลงทุนรวม 2 แสนล้านหยวน หรือ 3.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐไปแล้ว เช่น ไท่คัง ไลฟ์ อินชัวแรนซ์ ที่มีแผนอัดงบลงทุน 1 แสนล้านหยวน ในช่วง 58 ปี สร้างชุมชนสำหรับผู้สูงอายุ 15-20 แห่งทั่วประเทศ โดยคาดว่าในปีนี้จะก่อสร้างโครงการบริเวณลุ่มแม่น้ำแยงซีแล้วเสร็จ อีกทั้งได้จัดหาพื้นที่ในเมืองหนานจิง ซูโจว หางโจว และหนิงป่อ
นอกจากธุรกิจประกันแล้ว ยังมีบริษัทอสังหาริมทรัพย์อีกหลายรายที่กำลังขยายธุรกิจเข้ามาในตลาดใหม่แห่งนี้ เช่น ซ่งฟาง รีซอร์สเซส กรุ๊ป ในปักกิ่งเพิ่งประกาศจะสร้างชุมชนคนเกษียณและสถานพยาบาลในเมืองตากอากาศของมณฑลซานตง หลังจากก่อนหน้านี้บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ 30 ราย ได้ประกาศแผนทำนองเดียวกัน
จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในจีนกลายเป็นแรงดึงดูดใหม่สำหรับนักลงทุนและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยข้อมูลของทางการจีนระบุว่าปัจจุบันจีนมีประชากรอายุมากกว่า 60 ปี ราว 194 ล้านคน หรือคิดเป็น 14.3% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งคณะกรรมาธิการแห่งชาติด้านผู้สูงอายุให้ข้อมูลว่าจีนน่าจะมีผู้สูงวัยมากกว่า 300 ล้านคนในปี 2568 โดยแต่ละปีจะมีคนสูงอายุเพิ่มขึ้น 10 ล้านคน
ในแง่ของธุรกิจนั้น หนี่เม่ยเซ็ง อดีตประธานหอการค้าด้านอสังหาริมทรัพย์ ประเมินว่า อุตสาหกรรมเกี่ยวกับคนชราจะเติบโตปีละ 10% ในช่วง 10 ปีนี้
สอดคล้องกับการประเมินของภาคอุตสาหกรรมที่ว่า ความต้องการบริการดูแลผู้สูงอายุจะมีมูลค่ากว่า 17 ล้านล้านหยวนในปี 2593 เพิ่มจากยอด 1 ล้านล้านหยวนในปี 2553
ด้านผลสำรวจของนีลเส็น ระบุถึงความต้องการหลังเกษียณของชาวจีนว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีสุขภาพกายและใจแข็งแรงสมบูรณ์ ได้ใช้เวลากับครอบครัวและรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์
โดยผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่า 1 ใน 3 บอกว่า พวกเขาวางแผนที่จะอยู่กับคู่ชีวิตที่บ้านหลังเกษียณ รองลงมาเลือกที่จะไปอยู่ที่บ้านพักคนชรา หรือเนิร์ซซิ่งโฮม ส่วน 15% มีแผนอยู่บ้าน แต่จะจ้างคนมาดูแล และ 12% จะอยู่กับลูกๆ ของพวกเขา
หลิงเผ่ยซู่ ผู้บริหารของซานตง คอมเมอร์เชียล กรุ๊ป มองว่า ชุมชนผู้สูงอายุในอนาคตจะสดใสกว่านี้ ขณะที่ เฉินกัวเชียง หัวหน้าสถาบันวิจัยอสังหาริมทรัพย์ของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง บอกว่า ตอนนี้ชุมชนส่วนใหญ่เน้นกลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนัก และด้วยข้อจำกัดของขนาดโครงการและโมเดลธุรกิจ จึงทำกำไรได้ยาก
แต่ขณะนี้ธุรกิจดูแลผู้สูงวัยมีโมเดลธุรกิจหนึ่งที่ได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ คือการผสมผสานโมเดลของบ้านพักคนชราและสถานพยาบาลเข้าด้วยกัน
ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ คือ ศูนย์ดูแลคนชราในเครือโรงพยาบาลจินโจว เวิร์กเกอร์ส ในเมืองจินโจว ซึ่งตอนนี้มีคนพักเต็มและยังมีความต้องการอีกมาก ทำให้เจ้าของมีแผนจะซื้อที่ดินเพิ่มเพื่อสร้างโรงพยาบาลและศูนย์ดูแลคนชราใหม่ รองรับผู้พักให้ได้ถึง 700 คน
ตวนฮุ่ยจัน รองประธานมหาวิทยาลัยการแพทย์เหอเป่ย มองว่า ควรจะกระตุ้นโรงพยาบาลและนักลงทุนเอกชนให้ร่วมกันโปรโมทโมเดลธุรกิจแบบนี้มากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการได้เรียกร้องว่า เพื่อรองรับตลาดที่จะบูมมากขึ้นอีกในอนาคต รัฐบาลควรมีนโยบายสนับสนุน เช่น การจัดสรรที่ดิน ภาษี และจัดหาสินเชื่อให้กับคนที่อยากทำธุรกิจ แต่มีปัญหาในการขอสินเชื่อด้วย







