
"เอ็กซา ซีแลม" ธุรกิจฟันเทียมบุกอาเซียน
ใครเลยจะคิดว่าธุรกิจทำฟันเทียม หรือที่เราเรียกว่า “ฟันปลอม” จะมีมูลค่าสูงถึง 1,000 ล้านบาท
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
ใครเลยจะคิดว่าธุรกิจทำฟันเทียม หรือที่เราเรียกว่า “ฟันปลอม” จะมีมูลค่าสูงถึง 1,000 ล้านบาท และสร้างรายได้ให้กับ บริษัท เอ็กซา ซีแลม ปีละกว่า 200 ล้านบาท จากคนที่ไม่มีความรู้เรื่องการทำฟันเทียม จนเป็นผู้ชำนาญที่ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ
อนุชา มีเกียรติชัยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็กซา ซีแลม กล่าวว่า ได้ก่อตั้งธุรกิจทำฟันเทียมมานาน 20 ปีแล้ว โดยได้รู้จักสถาบันวิจัยทันตกรรมในประเทศฝรั่งเศสที่จะลงทุนในไทยจึงร่วมมือกัน จากนักกฎหมายจึงกลายมาเป็นผู้บริหารธุรกิจ เริ่มต้นทำธุรกิจด้วยเงินทุนส่วนตัว 8 แสนบาท มาจนถึงปัจจุบัน สร้างรายได้ให้แก่บริษัทปีละกว่า 200 ล้านบาท
“การทำธุรกิจฟันเทียม หรือฟันปลอม ให้เติบโตมาจนถึงปัจจุบันนั้น สิ่งสำคัญคือ ต้องมีความรู้ ทีมงานที่เชี่ยวชาญด้านทันตกรรม การมีเทคโนโลยีทันสมัย ให้บริการดีแก่ลูกค้าภายใต้แนวคิดทำงานใกล้ชิดกับลูกค้าและทันตแพทย์” อนุชา กล่าว
การผลิตฟันเทียมแต่ละชิ้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีส่วนผสมของงานฝีมือ (แฮนด์เมด) และเทคโนโลยีประกอบกัน เพื่อผลิตฟันออกมาให้ตรงกับลูกค้า ซึ่งฝีมือช่างไทยได้รับการยอมรับเรื่องความสวยงาม และความประณีต รวมทั้งมีการประกันคุณภาพสินค้า และมีแล็บทันตกรรมที่มีนวัตกรรมก้าวหน้า มีทีมช่างทันตกรรมความสามารถสูง
เอ็กซา ซีแลม เป็นหนึ่งในธุรกิจเอสเอ็มอี ที่มีขนาดใหญ่และแข็งแกร่งได้ ต้องมุ่งทำธุรกิจด้วยความโปร่งใสมากสุด ทำให้บริษัทได้รับ รางวัล “Bai Po Business Award by Sasin” ครั้งที่ 9 จัดโดย สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ บริษัทมีความโดดเด่นใน 3 มิติ ได้แก่ มิติการมีคุณภาพสูง มิติการสร้างธุรกิจด้วยพลังแห่งการเป็นผู้ประกอบการ และมิติความเป็นผู้นำของผู้บริหารกิจการและการสร้างทีม
หัวใจสำคัญที่ทำให้บริษัทเติบโตได้ดี คือ การให้ความสำคัญกับพนักงาน และการสร้างช่างทันตกรรม ซึ่งถือเป็นนโยบายสำคัญของบริษัท โดยจัดตั้ง “โรงเรียนช่างทันตกรรมของตัวเอง” ขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ เนื่องจากประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยที่ผลิตช่างทันตกรรมเพียง 1 แห่ง ผลิตได้ปีละ 10-20 คน ถือว่ามีจำนวนน้อยไม่เพียงกับความต้องการ โรงเรียนดังกล่าวบริษัท จัดตั้ง เพื่อสร้างช่างทันตกรรมเอง และให้มีบุคลากรรองรับการขยายธุรกิจ กลายเป็นจุดแข็งของบริษัท ที่มีช่างทันตกรรมมากสุดในอาเซียน รวมแล้วมีช่าง 400 คน ผลิตฟันเทียมได้กว่า 3 แสนชิ้นต่อปีทีมช่างทันตกรรมอย่างสูงสุด ภายใต้แนวคิดมุ่งดูแลพนักงานและผู้ถือหุ้น ให้ดีอย่างสมดุล เพื่อให้ทั้งบริษัทและพนักงานเติบโตด้วยกัน ซึ่งที่ผ่านมาพนักงานจึงขอเปลี่ยนงานน้อย รวมทั้งบริษัทมุ่งรักษาเทคโนโลยีการผลิตที่ดี และศึกษาเทคโนโลยีใหม่ เพื่อให้สามารถพัฒนาสินค้าตรงกับตลาดและลูกค้า จากปัจจุบันมีการผลิตฟันเทียมต่อปีกว่า 300,000 ชิ้น
ทั้งนี้การสร้างช่างทันตกรรม ถือเป็นนโยบายสำคัญของบริษัท เนื่องจากประเทศไทยมีมหาวิทยาลัย ที่ผลิตช่างทันตกรรมเพียง 1 แห่ง ผลิตได้ปีละ 10-20 คน ถือว่ามีจำนวนน้อยไม่เพียงกับความต้องการ ทำให้บริษัท จัดตั้ง “โรงเรียนช่างทันตกรรมของตัวเอง” ขึ้นใน จ.เชียงใหม่ เพื่อสร้างช่างทันตกรรมเอง และให้มีบุคลากรรองรับการขยายธุรกิจ และกลายเป็นจุดแข็งของบริษัท ที่มีช่างทันตกรรมมากสุดในอาเซียน รวมแล้วมีช่าง 400 คน
ปัจจุบันตลาดฟันเทียมในไทยมีมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท มีโอกาสเติบโตอีกมาก เพราะความต้องการของประชาชนมีสูงขึ้น ซึ่งจากการสำรวจ พบว่า คนทำงานอายุ 22 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนประมาณ 80% ที่จะมีปัญหาการสูญเสียฟันและจะต้องทำฟันเทียม นอกจากนี้ ขณะที่ทันตแพทย์ในไทย ที่มีจำนวน 12,500 คนนั้น พบว่า ทันตแพทย์ 1 คน จะต้องดูแลประชาชนในจำนวน 5,000 คน ความต้องการทางทันตกรรมของไทยจึงมีเพิ่มขึ้นต่อเนื่องฟันเทียม ได้กลายเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมด้านความงามของประชาชนไปแล้ว
สำหรับแผนขยายสาขาในประเทศปีนี้ บริษัทมีแผนเปิดหน่วยผลิตฟันเทียม แห่งใหม่ 5 แห่ง รองรับการขยายตลาดในประเทศเพิ่มขึ้น ใช้งบลงทุนต่อสาขาประมาณ 2 ล้านบาท ซึ่งแต่ละสาขามีช่างทันตกรรมประมาณ 10 คน
อนุชา กล่าวว่า ได้ตั้งเป้าหมายจะขยายธุรกิจออกไปในอาเซียน เริ่มที่มาเลเซีย จะเข้าไปเปิดหน่วยผลิตฟันเทียมในเดือน มิ.ย.นี้ ใช้งบลงทุนประมาณ 2-3 ล้านบาท ถือเป็นสาขาแรกในต่างประเทศ จะมีทีมช่างทันตกรรมประมาณ 10 คน ซึ่งตลาดมาเลเซียมีความน่าสนใจจากจำนวนประชากรมากกว่า 60 ล้านคน และสามารถใช้เป็นฐานส่งออกไปยังประเทศสิงคโปร์ต่อไป
ประเทศต่อไปคือ “พม่า” ที่จะเข้าไปเปิดหน่วยผลิตฟันเทียมเช่นเดียวกัน ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาตกลงรายละเอียดทั้งหมด โดยจะเปิดในเมืองย่างกุ้ง เนื่องจากประเทศพม่า ยังไม่มีรูปแบบผลิตฟันปลอมเหมือนกับไทย บริษัท และเทคโนโลยีการผลิตของ เอ็กซา ซีแลม มีความทันสมัย คาดว่าจะเปิดได้ในปีนี้หรือต้นปี 2558 ทั้งนี้ พม่าถือว่ามีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าประเทศไทย ดังนั้น มีแนวคิดจะใช้เป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกไปในอาเซียนและยุโรปได้ และภายใน 35 ปีข้างหน้าจะขยายหน่วยผลิตฟันเทียมไปใน กัมพูชา และลาว ต่อไป
ทั้งนี้ บริษัท มั่นใจว่า จากการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้ ในปีนี้ บริษัทมีรายได้ 300 ล้านบาท เติบโต 15-20% จากปีก่อน ไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางการเมืองแต่อย่างใด โดยสัดส่วนลูกค้ามาจากต่างประเทศ 50% และในประเทศ 50%
“อนุชา” กล่าวทิ้งท้ายว่า การมาจนถึงวันนี้ได้ เพราะพยายามมุ่งมั่นจนถึงที่สุด ต้องสร้างโอกาสขึ้นมาเอง ทำงานให้เหนื่อยมากกว่าคนอื่น และต้องทำธุรกิจด้วยความโปร่งใส ทั้งหมดคือ เคล็ดลับความสำเร็จที่เอสเอ็มอีทุกรายสามารถทำได้







