
มูดี้ส์เตือนแบงก์ไทย
ลูกหลงรัฐประหารเสี่ยงสินเชื่อชะงักงันหวั่นความเชื่อมั่นใช้จ่ายโงหัวไม่ขึ้น
ลูกหลงรัฐประหารเสี่ยงสินเชื่อชะงักงันหวั่นความเชื่อมั่นใช้จ่ายโงหัวไม่ขึ้น
บริษัทเครดิตยักษ์ใหญ่เตือนผลกระทบแบงก์พาณิชย์ไทย หวั่นสินเชื่อไม่โต ฉุดคุณภาพสินทรัพย์ด้อยค่า
บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ออกรายงานแนวโน้มเครดิตของภาคธนาคารพาณิชย์ในไทย เตือนว่า เหตุรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นปัจจัยลบที่อาจส่งผลกระทบต่ออันดับเครดิตของแบงก์พาณิชย์ไทย ซึ่งก่อนหน้านี้มูดี้ส์ได้หั่นคาดการณ์การเติบโตของสินเชื่อแบงก์พาณิชย์ปี 2557 มาตั้งแต่ก่อนรัฐประหารแล้ว โดยลดลงมาอยู่ที่ 78% จากระดับเฉลี่ยที่ 13% ของปี 25542556
“เหตุดังกล่าวจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนที่ต่ำอยู่แล้ว และยิ่งเสี่ยงทำให้การเติบโตของสินเชื่อต้องชะงักงัน รวมถึงกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์อีกด้วย” มูดี้ส์ ระบุ
อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของผลกระทบยังต้องขึ้นอยู่กับว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองในไทยจะจบลงเมื่อไร และจะกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศเป็นวงกว้างเพียงใด โดยในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา อัตราการเติบโตของสินเชื่อขยายตัวเพียง 1.2% เท่านั้น หรือต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 ของปี 2553
บริษัทจัดอันดับเครดิตรายใหญ่ ระบุด้วยว่า วิกฤตการณ์ทางการเมืองทำให้แบงก์พาณิชย์เพิ่มความระมัดระวังต่อการปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เนื่องจากเป็นสินเชื่อที่มีความเสี่ยงสูงในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้นั้นแม้จะยังมีระดับต่ำ แต่ก็เริ่มขยายตัวในทุกภาคส่วนช่วงไตรมาสแรก
ก่อนหน้านี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยผลดำเนินการของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในไตรมาสแรก ว่า ยังมีความแข็งแกร่ง โดยสามารถรับมือกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและการเมืองที่ยืดเยื้อได้ค่อนข้างดี ท่ามกลางผลกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 5.05 หมื่นล้านบาท
ด้าน น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) แถลงท่าทีของบริษัทจัดอันดับเครดิตหลังเกิดเหตุรัฐประหารว่า บริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) ยังคงยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้น สกุลเงินตราต่างประเทศของไทยที่ระดับ BBB และ A2 ตามลำดับ
ขณะที่บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุว่า รัฐประหารของไทยไม่ใช่ปัจจัยที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันดับเครดิตในทันทีทันใด โดยปัจจัยหลักที่จะส่งผล คือ ความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลผู้มีอำนาจเต็ม โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง







