posttoday
ปลดล็อกวิกฤตการเมืองดึงนักลงทุนอยู่หมัด

ปลดล็อกวิกฤตการเมืองดึงนักลงทุนอยู่หมัด

26 พฤษภาคม 2557

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศยึดอำนาจ นักวิเคราะห์ต่างชาติบางคนชี้ว่า ตอนนี้นักลงทุนอาจไม่ต้องการทุ่มเงินลงทุนใหม่ในประเทศไทย เพราะยังมีตลาดอื่น เช่น อินเดีย และอินโดนีเซีย ที่มีศักยภาพน่าสนใจ ซึ่งเป็นความคิด ที่มีทั้งความคล้ายและต่างในสายตาของคนไทย

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) วิเคราะห์ว่า ในปีนี้เอเชียมีสองประเทศที่มีการเลือกตั้งผู้นำคนใหม่ คือ อินโดนีเซีย และอินเดีย ภาพรวมการเลือกตั้งของทั้งสองประเทศเฉพาะส่วนที่เกิดขึ้นไปแล้ว ถือว่าเข้ารูปเข้ารอย มีเสียงตอบรับและสนับสนุนจากประชาชนผู้ลงคะแนนเสียง กล่าวคือ เห็นภาพการเคลื่อนตัวของระบอบประชาธิปไตยในสองประเทศใหญ่

สำหรับอินโดนีเซีย ถ้า โจโก วิโดโด ผู้ว่าการ กรุงจาการ์ตา ได้เป็นผู้นำอินโดนีเซีย บริหารบ้านเมืองประสบความสำเร็จได้สัก 4 ปี ประชาธิปไตยของเขาจะยิ่งเข้มแข็งขึ้น เพราะพรรคอื่นจำเป็นต้องหาคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบบเก่า ทำงานบริสุทธิ์ หาเงินเองแบบ วิโดโด ขึ้นมาแข่งขันด้วย

“ถึงตอนนั้นอินโดนีเซียไม่จำเป็นต้องย้ำให้เลือกคนดี แต่สุดท้ายประเทศก็จะได้คนดีเข้ามา และ สร้างความมั่นใจให้ต่างชาติ”

ส่วนอินเดีย ตั้งแต่ได้รับเอกราชมากว่า 60 ปี แม้จะเป็นประเทศประชาธิปไตยโลกที่ 3 ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ไม่เคยมีรัฐประหารหรือล้มรัฐธรรมนูญเลยสักครั้ง

ขณะที่ไทยยังคงมีปัญหาเรื่องกฎระเบียบไม่ศักดิ์สิทธิ์ ระบบที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญทำงานไม่เต็มที่และไม่มีประสิทธิภาพ อินโดนีเซียและอินเดียปล่อยให้ระบอบประชาธิปไตยทำงาน แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเรื่อง “คน” แต่ไทยเชื่อว่าต้องเอาคนดีขึ้นมาก่อน แล้วค่อยทำระบบใหม่

“เศรษฐกิจแบบโลกาภิวัตน์เน้นการเคลื่อนย้าย สิ่งที่นักลงทุนต้องการคือความต่อเนื่อง ความมั่นคงของสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอก สามารถเชื่อมโยง (Connectivity) กับภาคส่วนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ถ้าระบบการเมืองนิ่งได้สัก 5 ปี 10 ปี หรือ 30 ปี นักลงทุนก็สบายใจ ไม่ต้องรอดูว่าใคร จะขึ้น ใครจะลง”

อย่างไรก็ตาม ธเนศ เชื่อว่า ผู้ได้รับผลกระทบหลักคือกลุ่มเอสเอ็มอี ขณะที่ผลกระทบต่อการค้าการลงทุนระหว่างไทยและต่างชาติจะเกิดขึ้นแค่ระยะสั้น หากโชคดี คสช.จัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่เป็นที่ยอมรับของคนจำนวนมาก และมีนโยบายที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งภายในปี 2558 น่าจะได้เห็นเรื่องดีๆ

“เศรษฐกิจไทยเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่ให้ผล ตอบแทนกับนักลงทุนมาตลอด ไม่มีปัญหามากเหมือนที่อื่น ต่างชาติย่อมรอวันที่จะกลับมาไทย”

ขณะที่ ปิติ ศรีแสงนาม รองผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติสนใจจีน อินเดีย และอาเซียนอยู่แล้ว เนื่องจากมีตลาดขนาดใหญ่และ สถานการณ์ของไทยขณะนี้ยังไม่น่าจะส่งผลถึงขั้นให้นักลงทุนหันไปตั้งฐานการผลิตในอินเดียและอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นมากนัก เพราะทั้งสองประเทศ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอยู่มาก

อินโดนีเซียมีปัจจัยเสี่ยงหลัก 2 ประการ ได้แก่ 1.ภาคการเงิน ขณะนี้อินโดนีเซียเป็นประเทศในกลุ่ม Fragile 5 เงินทุนกำลังไหลออก เนื่องจากการเปลี่ยนนโยบายคิวอีของสหรัฐอเมริกา และ 2.นโยบายการส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจ อินโดนีเซียมีเกาะ 1.74 หมื่นเกาะ ปัจจุบันส่งเสริมเป็นระเบียงเศรษฐกิจ 6 ระเบียงในเกาะใหญ่ แต่วิธีการส่งเสริมยังเป็น “เบี้ยหัวแตก” ส่งเสริมไปถึง 22 อุตสาหกรรม ทำให้ไม่สามารถ ทุ่มทรัพยากรลงไปด้านใดด้านหนึ่งได้อย่างเต็มที่

ขณะที่อินเดียนั้น นาทีนี้นักลงทุนยังน่าจะคิดถึงการลงทุนในอินเดียได้แค่บางพื้นที่ เพราะแต่ละรัฐของอินเดียเหมือนคนละประเทศ กฎหมายไม่เหมือนกัน ภาคการผลิตในอินเดียยังเป็นแบบไม่มีเครือข่าย ขณะที่ชนชั้นกลางขึ้นไป 350 ล้านคนอยู่กระจัดกระจาย การจะส่งสินค้าเข้าไปเจาะตลาดทำได้ยาก

สำหรับไทยหากรัฐบาลใหม่เป็นที่ยอมรับ ปฏิรูประบอบต่างๆ ของไทยได้จริง จ่ายเงินช่วยชาวนา และรีบจัดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด เชื่อว่าสุดท้ายต่างชาติก็ต้องกลับมาง้อไทย

“ปัญหาของเราตอนนี้คือทำงบประมาณปี 2558 ไม่ได้ ถ้าเราได้คนที่มีอำนาจเต็มจริงๆ เข้ามา ไม่ใช่รักษาการ ก็จะช่วยให้การผลักดันงบประมาณเดินไปได้ ส่วนการเจรจาระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส หรือ SOM ของอาเซียน ก็ขับเคลื่อนได้อยู่แล้ว”

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69