
การออกแบบให้ปลอดภัย
เราให้ความสำคัญกับ “ปัญหาด้านมลพิษสิ่งแวดล้อม” มากกว่า “ปัญหาอุบัติเหตุอันตราย” มาโดยตลอด
เราให้ความสำคัญกับ “ปัญหาด้านมลพิษสิ่งแวดล้อม” มากกว่า “ปัญหาอุบัติเหตุอันตราย” มาโดยตลอด
ทุกวันนี้เราควรจะให้ความสำคัญเรื่องของ “ความปลอดภัย” ให้มากขึ้น เพราะความไม่ปลอดภัยทำให้เกิดอุบัติเหตุอันตรายซึ่งทำให้เกิดความสูญเสียนานัปการ
อุบัติเหตุอันตรายเกิดจากสาเหตุสำคัญ 2 ประการ คือ “การกระทำที่ไม่ปลอดภัย” และ “สภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย”
วิธีการที่ดีที่สุดในการป้องกันอุบัติเหตุจาก “สภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่ไม่ปลอดภัย” (Unsafe Working Environment) ก็คือ การมุ่งเน้นในหลักการที่ว่า “ความปลอดภัยจะต้องเกิดจากการออกแบบ” หรือ “การออกแบบโดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ” (Safety By Design) ตั้งแต่เริ่มแรกเลย เพื่อให้ผู้ใช้หรือผู้คนที่เกี่ยวข้องมีความปลอดภัย
เช่นเดียวกัน เรื่องของการสร้าง “คุณภาพ” ที่จะต้องยึดหลักการของ “การทำให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น” (Right the First Time)
การออกแบบอย่างปลอดภัยตั้งแต่เริ่มแรก ถือเป็นมาตรการเชิงรุก (Proactive Measures) ในการป้องกันอุบัติเหตุและสร้างเสริมความปลอดภัยอย่างแท้จริง จึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ของวิชาการด้าน “วิศวกรรมความปลอดภัย” (Safety Engineering)
ผมนึกถึงอุบัติเหตุอันตรายที่ได้เห็นได้ยินทุกวันในเรื่องของอุบัติเหตุบนท้องถนน หรืออันตรายจากการจราจร ซึ่งแสดงให้เห็นทั้ง “การกระทำที่ไม่ปลอดภัย” (คนขับ) และ “สภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย” (ตัวรถ) ที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บพิการและล้มตายในแต่ละวัน
ยิ่งเห็นข่าวรถโดยสารขนาดใหญ่ หรือรถบัสเอียงคว่ำ ทำให้ผู้คน บาดเจ็บ โดยเฉพาะรถบัสสูง 2 ชั้น ที่แสดงถึงความผิดพลาดในการออกแบบตัวรถที่เลี้ยวแล้วโคลงจนเสียสมดุลได้ง่ายแล้วพลิกคว่ำ จึงรับรู้ถึงความสำคัญของ “การออกแบบให้ปลอดภัยตั้งแต่แรกเริ่ม”
ส่วนปัญหาเรื่อง “การกระทำที่ไม่ปลอดภัย” ที่เกิดจากพนักงานและ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักจริงๆ ของการเกิดอุบัติเหตุนั้น นับว่าแก้ไขได้ยากยิ่ง การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยการฝึกอบรมสอนงานให้พนักงานสามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยด้วย
คือ ต้องพยายามกำจัด “ความไม่รู้” ให้หมดไปให้ได้
ใครที่ไม่รู้วิธีทำงานอย่างปลอดภัย ก็ต้องสอนให้รู้ ใครที่ไม่รู้ว่าวัตถุดิบหรือสารเคมีที่ใช้อยู่เป็นวัตถุอันตราย ก็ต้องบอกกล่าวให้รู้และบอกวิธีหยิบจับหรือใช้งานอย่างปลอดภัย ด้วยเครื่องจักรตัวไหนจุดไหนอันตรายก็ ต้องบอกให้รู้ เป็นต้น
ตัวพนักงานเองก็ต้องรู้จักใช้ “สิทธิในการรับรู้” (Right to Know) ด้วย และเมื่อรู้แล้วก็ต้องปฏิบัติตาม ไม่ใช่รู้ว่าไม่ปลอดภัยหรือรู้ว่าเสี่ยงแต่ก็ยังคงทำงานแบบเสี่ยงๆ ต่อไปอีก
และที่สำคัญก็คือ เราจะต้องช่วยกันสร้าง “จิตสำนึกแห่งความปลอดภัย” (Safety Mind) ให้เกิดขึ้นในหมู่คนไทยทุกคนให้ได้ ด้วยการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปรับปรุงระบบการศึกษา และปลูกฝัง “ค่านิยมแห่งความปลอดภัย” (Safety Value) ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและ ติดอยู่ในใจทุกคนอย่างยั่งยืนด้วย
พูดง่ายๆ ว่า เราต้องช่วยกันสร้าง “วัฒนธรรมใหม่ในการทำงาน” ที่ว่า “ถ้าเสี่ยงจะไม่ทำ” หรือ “ถ้าอันตราย จะไม่ทำ”
แต่ทุกวันนี้ พนักงานส่วนหนึ่งแม้จะ “รู้ว่าอันตราย รู้ว่าเสี่ยง แต่ก็ยังทำ” ซึ่งเป็นปัญหาที่หนักหนาสาหัสกว่า “การไม่รู้” เสียอีก
เรื่องการป้องกันอุบัติเหตุและการสร้างเสริมความปลอดภัยในบ้านเรา จึงยังเป็นเรื่องที่พูดคุยกันได้อีกยาวและนาน ครับผม!







