
‘หยุด’พฤติกรรมผู้นำ
พักนี้ไปสอนหลักสูตรการโค้ชและภาวะผู้นำ มีผู้เข้าสัมมนาถามบ่อยๆ ว่า “คนแบบนี้ หรือตำแหน่งสูงแบบนั้น นักการเมือง หรือคนที่เชื่อมั่นในตนเองสูง... สามารถโค้ชเขาด้านภาวะผู้นำได้ไหม”
พักนี้ไปสอนหลักสูตรการโค้ชและภาวะผู้นำ มีผู้เข้าสัมมนาถามบ่อยๆ ว่า “คนแบบนี้ หรือตำแหน่งสูงแบบนั้น นักการเมือง หรือคนที่เชื่อมั่นในตนเองสูง... สามารถโค้ชเขาด้านภาวะผู้นำได้ไหม”
คำตอบคือ ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ได้รับการโค้ชได้ ถ้าเขาหรือเธอต้องการพัฒนาตนเอง เปิดรับและยินดีให้คู่คิดหรือโค้ช เข้ามาร่วมทาง
หากกล่าวถึงการโค้ชภาวะผู้นำ ตามแนวทางที่ปรมาจารย์ของดิฉันดร.มาแชล โกลด์สมิท ได้เน้นหนักหนา ในหนังสือ “What Got You Here Won’t Get You There” ที่โด่งดังตั้งแต่เจ็ดปีที่แล้วมาถึงปัจจุบันได้รับความนิยมและนำไปปฏิบัติในหลากหลายวัฒนธรรม ดังที่บทความและผลงานของท่านได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ มากมาย เช่น ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเวียดนาม ภาษาเกาหลี ภาษาไทย ภาษาฝรั่งเศส เป็นต้น
จุดเด่นในการโค้ชของ ดร.โกลด์สมิท คือ ท่านแนะนำว่า การบอกว่าผู้นำที่ดีควรทำอะไรบ้าง ไม่เพียงพอ ผู้นำจำเป็นต้องรู้ตัวด้วยว่าควรหยุดทำอะไร หลักสูตรภาวะผู้นำมักบอกว่า ผู้นำควรทำอะไร แต่ไม่ได้บอกว่าควรหยุดทำอะไรและเมื่อใด และเมื่อผู้นำพร้อมเปิดใจ โค้ชก็สามารถช่วยให้หยุดพฤติกรรมต่างๆ ตัวอย่างดังปรากกฏใน 21 ข้อที่ท่านระบุไว้ดังนี้
(1) ต้องการที่จะชนะเสมอ ไม่ว่าด้วยวิธีใด และในสถานการณ์ใด (2) ต้องการใส่ความเห็นตนเอง ลงในความเห็นของผู้อื่นเสมอ (3) มักประเมินผู้อื่น โดยใช้บรรทัดฐานของตนเอง (4) วิจารณ์ส่อเสียดด้วยคำพูดรุนแรง และผู้รับนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ (5) ใช้คำเหล่านี้ถี่เกินไป “ไม่ใช่” หรือ“ใช่ แต่ว่า” “ถูกแต่อย่างไรก็ตาม” ผู้ฟังเลยตีความได้ว่า สรุปแล้วฉันบอกอะไรไปก็ไม่มีความหมาย คุณถูกทุกอย่าง
(6) ไม่เล่าไม่ได้ว่าฉันนั้นแน่ขนาดไหนและทำไมฉันฉลาดกว่าคุณ (7) โกรธแล้วต้องพูด ต้องแสดง อย่างโจ่งแจ้ง ใช้ความโกรธเป็นเครื่องมือกดดันผู้อื่นให้ทำงาน (8) มองเห็นแต่ด้านลบในการกระทำผู้อื่น พยายามชี้ด้านลบของผู้อื่น (9) ปิดบังข้อมูลที่ควรสื่อสารให้ผู้อื่นทราบ เพราะคิดว่าการมีข้อมูลมากว่าคือมีอำนาจเหนือกว่า (10) ชมเชยไม่เป็น ไม่สามารถทำได้ กระดากปาก ไม่มีเวลา
(11) ผลงานอะไรดีๆ ของผู้ใต้บังคับบัญชา บอกว่าเป็นผลงานตนเอง (12) มีข้อแก้ตัวได้ทุกเรื่อง โดยอ้างว่าก็เพราะเป็นผู้บริหาร (13) ขุดเรื่องในอดีตมาตำหนิซ้ำๆ ไม่เคยลืม (14) แสดงออกว่า ชอบคนนั้นมากกว่าคนนี้ มีคนโปรดอยู่เคียงข้าง (15) ไม่เคยขอโทษในความผิดพลาดที่มีผลกระทบต่อผู้อื่น
(16) ทำเป็นได้ยิน แต่ที่จริงไม่ฟัง (17) ไม่แสดงความขอบคุณในความดีที่ผู้อื่นทำ (18) ลงโทษผู้นำสารมาให้ ทั้งที่เขาตั้งใจช่วย (19) โบ้ยคำตำหนิและความผิดพลาดให้ผู้อื่น (20) ฉันเปลี่ยนไม่ได้ เพราะฉันเป็นฉัน (21) ยึดติดกับการต้องบรรลุเป้าหมายให้ได้ ไม่ว่าจะเสียอะไรไป
การที่ผู้นำไม่หยุดทำสิ่งเหล่านี้ อาจส่งผลตามมามากมาย เช่น รักษาบุคลากรดีๆ เก่งๆ ไว้ไม่ได้ (Employee Engagment) ภาพลักษณ์ขององค์กร การสร้าง Partnership กับลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ผู้บริหารบางท่านอ่านเสร็จแล้ว คัดลอกออกมาแปะไว้ที่โต๊ะทำงานก็มี เพื่อเป็นการเตือนตนเอง ส่วนตัวแล้วดิฉันเชื่อว่าไม่มีใครมีทั้ง 21 ข้อ แต่ถึงแม้มีเพียงข้อเดียวหรือสองสามข้อ และถ้าหยุดทำได้และสร้างผลที่ตามมาในทางที่ดีขึ้นให้องค์กรโดยรวม และผู้ได้รับการโค้ชมีชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น ผลงานดีขึ้น ก็คุ้มค่ากับเวลาในการโค้ช จริงไหมค่ะ







