
โบรกฯนอกเชียร์ซื้อ
หุ้นใหญ่พื้นฐานดีร่วงตามการเมืองยันกฎอัยการศึกดูแลประเทศ
หุ้นใหญ่พื้นฐานดีร่วงตามการเมืองยันกฎอัยการศึกดูแลประเทศ
โบรกเกอร์ต่างชาติ 4 ใน 7 ราย แนะซื้อหลังหุ้นร่วงแรงจากตื่นกฎอัยการศึก
ผลสำรวจคำแนะนำโบรกเกอร์ต่างประเทศจำนวน 7 ราย หลังมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกในไทย พบว่า 4 ราย แนะนำให้ฉวยโอกาสเก็บหุ้นดีที่ราคาร่วงเพราะตกใจ ทั้งที่กฎอัยการศึกไม่ใช่การรัฐประหาร แต่เป็นการเข้ามาดูแลการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
ด้านโบรกเกอร์อีก 3 ราย คงน้ำหนักการลงทุนน้อยกว่าตลาดและลดเป้าหมายดัชนีหุ้นลง
บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน ฉบับวันที่ 21 พ.ค. เชื่อว่าประกาศกฎอัยการศึกที่ฉุดหุ้นร่วงเป็นโอกาสในการเข้าเลือกซื้อหุ้นดีราคาถูก เพราะทหารประกาศว่าไม่ได้เป็นการรัฐประหารและเป็นการหาทางออกให้กับประเทศ เปิดทางให้มีกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลโดยลดบทบาทผู้ประท้วงสองกลุ่มลง
สำหรับราคาหุ้นที่เชื่อว่าจะฟื้นตัวหากสถานการณ์การเมืองชัดเจน คือ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ จากก่อนหน้านี้ดิ่งลงตามปัญหาการเมือง โดยคาดว่าราคาดัชนีกลุ่มจะเพิ่มขึ้น 8%.ในเดือนแรก และ 17% ใน 3 เดือนแรก
ทั้งนี้ ยูโอบีชอบหุ้นบริษัท ศุภาลัย (SPALI) บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) และบริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH)
นอกจากนั้น ยังมีหุ้นขนาดใหญ่พื้นฐานดีและหุ้นที่มีผลการดำเนินงานเติบโตเร็วที่ยังราคาถูกที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทน 56% อย่างบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) บริษัท ซิโนไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) และธนาคารกรุงไทย (KTB)
อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นให้หลีกเลี่ยงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว
ด้าน น.ส.มาเรีย ลาพิซ นักวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ได้แนะนำให้ซื้อหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) SPALI บริษัท ไดนาสตี้เซรามิค (DCC) บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ) บริษัท เคซีอี อิเล็กทรอนิกส์ (KCE) และบริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF)
นักวิเคราะห์ บล.ซีไอเอ็มบี เชื่อว่า เป็นโอกาสในการเข้าซื้อหุ้น AOT, DTAC และบริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ (MEGA)
ด้าน บล.ดีบีเอสกรุ๊ป เชื่อว่า ประกาศกฎอัยการศึกเพื่อป้องกันเหตุรุนแรง เพื่อไม่ให้เกิดสงครามภายในประเทศ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสเข้าซื้อหุ้น บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) หรือ AP ธนาคารกรุงเทพ (BBL) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (CPN), DTAC, KCE , PTTGC, QH SPALI และ STEC
ด้าน บล.ซีแอลเอสเอ ให้ติดตามปฏิกิริยาของกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงเสื้อแดงและเชื่อว่าปัญหาการเมืองยังไม่จบ ต่างชาติยังคงเตือนนักท่องเที่ยวไม่ให้เข้ามาท่องเที่ยวในไทยที่ยังเป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้น
บล.แม็คควอลี่ ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นน้อยกว่าตลาด ขณะที่ดอยช์แบงก์ลดประมาณการดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีนี้จาก 1,500 จุด เหลือ 1,420 จุด และกฎอัยการศึกเป็นลบต่อหุ้น CPN ที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา AOT, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ผลกระทบจากนักท่องเที่ยวลดลง กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์ ADVANC และ INTUCH รวมถึงหุ้นธนาคารขนาดใหญ่
ด้านดัชนีหุ้นไทยพลิกฟื้นตัวมาปิดที่ 1,402.92 จุด เพิ่มขึ้น 8.23 จุด หรือ 0.59% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 34,120.44 ล้านบาท หลังจากเมื่อวันที่ 21 พ.ค. ดิ่งลงไป 1.1% นับว่าได้รับผลกระทบน้อยกว่าช่วงรัฐประหารปี 2549 ที่ดัชนีหุ้นดิ่ง 2 วัน รวม 3%
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างประเทศยังขายสุทธิ 3,062 ล้านบาท จากวันที่ 21 พ.ค. ขายสุทธิ 8,000 กว่าล้านบาท โดยนักลงทุนภายในประเทศทุกกลุ่มซื้อสุทธิ เน้นไปในหุ้นที่จะได้รับผลดีหากการเมืองลงตัว พุ่งเป้าไปที่กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง







