
บจ.โกยกำไร2.2แสนล้าน
ลดลง9.92%สวนทางยอดขายพุ่งกำไรค่าเงินลดต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น
ลดลง9.92%สวนทางยอดขายพุ่งกำไรค่าเงินลดต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น
บจ.ในตลาดหลักทรัพย์ กำไร 2.2 แสนล้านบาท ลดลง 9.92% จากอัตราแลกเปลี่ยน
น.ส.ปวีณา ศรีโพธิ์ทอง ผู้ช่วยผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (บจ.) มีกำไรสุทธิ 220,296 ล้านบาท ในไตรมาสแรกปีนี้ ลดลงจำนวน 24,248 ล้านบาท คิดเป็น 9.91% เมื่อเปรียบเทียบกับกำไรสุทธิ 244,544 ล้านบาท ในไตรมาสแรกปี 2556 โดยมียอดขายอยู่ที่ 2,827,451 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.85% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
บริษัทจดทะเบียนมีประสิทธิภาพในการทำกำไรลดลง เห็นได้จากอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 18.29% ลดลงจากปีที่แล้วเล็กน้อยที่ 18.37% ส่วนอัตรากำไรสุทธิลดลงเป็น 7.79% จาก 9.15% อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.31 เท่า
ทั้งนี้ บจ.ที่มีกำไรสุทธิจากผลการดำเนินงานจำนวน 384 บริษัท คิดเป็น 81.53% ของบริษัทจดทะเบียนที่นำส่งงบการเงินทั้งหมดรอบนี้จำนวน 471 บริษัท หรือ 92.17% จากทั้งหมด 511 บริษัท (ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC และบริษัทที่แก้ไขการ ดำเนินงานไม่ได้ตามกำหนด หรือ NPG)
น.ส.ปวีณา กล่าวว่า บริษัทจดทะเบียนใน SET ยังสามารถทำยอดขายและรักษาความสามารถในการทำกำไรขั้นต้นได้ดีเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อนที่ภาวะเศรษฐกิจและการเมืองยังดีอยู่ สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างยอดขายควบคู่ไปกับการควบคุมต้นทุนขายของบริษัทจดทะเบียนภายใต้ข้อจำกัดในด้านต่างๆ
นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกที่ค่อยๆ ฟื้นตัว และการเติบโตของหลายอุตสาหกรรมในช่วงก่อนหน้า เช่น ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ อสังหาริมทรัพย์ และประกันชีวิต ได้ช่วยสร้างรายได้ต่อเนื่องในปัจจุบัน เป็นอีกปัจจัยสนับสนุนช่วยให้ยอดขายโดยรวมยังเติบโตได้
อย่างไรก็ตาม กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดลง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารและภาระดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้น ทำให้กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่และขนาดกลางในกลุ่ม SET100 ลดลง 18.49% ส่วนกำไรสุทธิของบริษัทในกลุ่มนอก SET100 เพิ่มขึ้น 54.73% สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นในสินทรัพย์สุทธิจากการดำเนินงานของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ทรูโกรท (TRUEGIF) มูลค่า 15,773 ล้านบาท หากไม่รวมรายการดังกล่าว กำไรสุทธิกลุ่ม นอกกลุ่ม SET100 จะลดลงเล็กน้อยประมาณ 0.35%
“เศรษฐกิจที่ชะลอตัวและปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อ ทำให้ภาพรวมยอดขายของบริษัทจดทะเบียนเติบโตในอัตราที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบชัดเจนคือ ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจสื่อและสิ่งพิมพ์ ธุรกิจสายการบิน และธุรกิจหลักทรัพย์ ส่วนธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์และอาหารยังมีแนวโน้มอัตราการเติบโตของยอดขายดีต่อเนื่อง จากปัจจัยทั้งด้านราคาและปริมาณขายจากทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงได้รับประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่า” น.ส.ปวีณา กล่าวเพิ่มเติม
ด้านบริษัทจดทะเบียนที่มีกำไรสูงสุด 5 อันดับแรก คือ บริษัท ปตท. (PTT) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC)
ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรม 3 อันดับแรกจาก 8 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีกำไรสูงสุด ได้แก่ ธุรกิจการเงิน ทรัพยากร และเทคโนโลยี
สำหรับหมวดธุรกิจที่มีกำไรสูงสุด 3 อันดับแรกจาก 28 หมวดธุรกิจ ได้แก่ พลังงานและสาธารณูปโภค ธนาคาร และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยทั้ง 3 หมวดมีกำไรสุทธิรวม 145,297 ล้านบาท คิดเป็น 65.96% ของกำไรสุทธิรวมทั้งหมด และยอดขายรวมของทั้ง 3 หมวด 53.70% ของยอดขายรวมทั้งหมด







