
เอกชนมั่นใจศึกจบเศรษฐกิจฟื้นเร็ว
การประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา ในส่วนของนักธุรกิจและผู้ประกอบการภาคเอกชนต่างเห็นสอดคล้องกันว่าอาจเกิดผลกระทบในระยะสั้น โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว แต่เชื่อว่าจะเป็นผลดีในระยะยาวต่อเศรษฐกิจและประเทศชาติ หากหาทางออกที่ดีร่วมกันได้
การประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา ในส่วนของนักธุรกิจและผู้ประกอบการภาคเอกชนต่างเห็นสอดคล้องกันว่าอาจเกิดผลกระทบในระยะสั้น โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว แต่เชื่อว่าจะเป็นผลดีในระยะยาวต่อเศรษฐกิจและประเทศชาติ หากหาทางออกที่ดีร่วมกันได้
เริ่มจากเสียงของขาใหญ่ในธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค บุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล ที่มองว่า การออกกฎอัยการศึกถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีทางการเมืองว่าใกล้จะจบและมีทางออก ถือว่าเป็นจังหวะที่เหมาะสมที่ทหารจะออกมาเคลื่อนไหวและอยู่เคียงข้างประชาชน และช่วยขับไล่สิ่งที่ไม่ถูกต้องให้ออกไป โดยคาดว่ารัฐบาลชุดใหม่จะมาจากการจัดตั้งรัฐบาลกลางมากกว่าจะเป็นการเลือกตั้ง
ทั้งนี้ เมื่อทหารออกมามีบทบาททางการเมือง ต้องยุติการชุมนุมให้ได้ในไตรมาส 2 เพราะถือว่าเศรษฐกิจไทยโดน แช่แข็งมานานมากเกินพอ หากจบลงได้เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นในไตรมาส 3 จีดีพีจะเติบโตได้ 13%
ขณะที่ พิพัฒ พะเนียงเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า กล่าวว่า เห็นด้วยกับการออกกฎอัยการศึกของทหาร เพื่อทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของประชาชนไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง แม้ว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่คงกระทบแค่ในระยะสั้นเท่านั้น หากการเมืองไทยจบลงได้ ในไตรมาส 2 เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 3 และผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศขยายตัวได้ถึง 3% แต่กรณีที่ยืดเยื้อไปอีกเศรษฐกิจติดลบแน่นอน
“ขอให้ประเทศไทยจัดตั้งรัฐบาลได้ ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือรัฐบาลกลาง ความเชื่อมั่นนักลงทุนจะกลับมา และหากนำเงินรับจำนำข้าวแสนล้านบาทจ่ายคืนให้ชาวนาได้ กำลังการซื้อรากหญ้าจะสะพัดเข้าระบบทันที” พิพัฒ กล่าว
วรรณี รัตนพล นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่ และธุรกิจ สื่อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประกาศกฎอัยการศึกน่าจะส่งผลกระทบโดยตรงกับธุรกิจการท่องเที่ยว เพราะเป็นเรื่องของความเชื่อมั่น แต่ในส่วนของธุรกิจโฆษณามองว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบมากนัก เนื่องจากตั้งแต่ช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ภาพรวมธุรกิจโฆษณาเติบโตติดลบไปแล้ว 7% ขณะที่ในเดือน พ.ค. และแนวโน้มเดือน มิ.ย.นี้ ลูกค้าส่วนใหญ่ยังคงชะลอตัวและรอดูสถานการณ์ก่อนตัดสินใจซื้อสื่อโฆษณา
“หากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น และสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เชื่อว่าลูกค้าจะกลับมาซื้อสื่อโฆษณาเหมือนเดิม โดยหากมีรัฐบาลใหม่เชื่อว่าจะส่งผลให้ภาพรวมอุตสาหกรรมโฆษณาในช่วงครึ่งปีหลังปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น” วรรณี กล่าว
ฝั่งของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์นั้น ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนต้องการให้ปัญหาทางการเมืองคลี่คลายลงโดยเร็ว แม้ว่าจะมีการประกาศกฎอัยการศึก ก็หวังว่าทั้งสองฝ่ายจะหันมาเจรจากันได้ และต้องการความชัดเจนเพื่อจะได้วางแผนการลงทุนได้ เพราะดีมานด์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้นยังมี อยู่ โดยเฉพาะตลาดโครงการแนวราบถือว่ายังเติบโตได้
อย่างไรก็ตาม มีการประเมินว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปี 2557 จะติดลบ 20-25% จากปีก่อนที่มีการเปิดตัวโครงการใหม่รวมมูลค่า 3.48 แสนล้านบาท โดยคาดว่าปีนี้ตลาดจะลดลงเหลือ 2.5-2.7 แสนล้านบาท แต่ถือว่าเป็นตัวเลขที่รับได้ เพราะโครงการที่เปิดตัวใหม่ปี 2555 มีมูลค่ามากถึง 3.1 แสนล้านบาท ซึ่งภาพรวมของตลาดที่โครงการใหม่ลดลงนั้นจะทำให้ตลาดแข็งแรงขึ้น เพื่อจะได้ดูดซับซัพพลายเก่าให้ลดลง
อดิเรก ปฏิทัศน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย หรือเอทีซีไอ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาปัญหา ทางการเมืองทำอุตสาหกรรมไอทีชะลอการลงทุนตั้งแต่ต้นปี ที่ผ่านมา และหากไม่สามารถเร่งหาข้อยุติให้ได้ภายในกลาง ปีนี้ อุตสาหกรรมไอทีของไทยจะแย่ลงอีกในไตรมาส 3 และติดลบในปีนี้ แต่หากหาข้อสรุปร่วมกันได้ เชื่อว่าอุตสาหกรรมจะฟื้นตัวกลับมาได้เร็ว และการลงทุนจะกลับมาในไตรมาส 4 ซึ่งทางออกที่ดีที่สุดคือ การเลือกตั้งที่ทุกคนยอมรับเงื่อนไข ร่วมกัน จากนั้นจึงจัดให้มีการปฏิรูปกันต่อไป
ด้าน เกรียงกานต์ กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ กล่าวว่า การ ออกมาประกาศใช้กฎอัยการศึกจะมีผลกระทบต่อภาพรวมธุรกิจอีเวนต์ในระยะสั้น โดยเฉพาะงานที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือน พ.ค.นี้ เนื่องจากลูกค้าไม่มั่นใจ อาทิ การจัดงานแถลงข่าวและคอนเสิร์ต ซึ่งไตรมาสแรกภาพรวมธุรกิจอีเวนต์เติบโตติดลบ แต่ไตรมาส 2 เริ่มปรับตัวดีขึ้น และเชื่อว่าไตรมาส 34 จะปรับตัวดีขึ้นอีกหากไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง
ถหาข้อสรุปร่วมกันได้ เชื่อว่าอุตสาหกรรมจะฟื้นตัวกลับมาได้เร็ว และการลงทุนจะกลับมาทันในไตรมาสที่ 4 ถือว่าเป็นผลดีกับทุกฝ่าย โดยทางออกที่ดีที่สุดคือ การเลือกตั้ง แต่ต้องเป็นการเลือกตั้งที่ทุกคนยอมรับเงื่อนไขร่วมกัน อาจจะกำหนดในอีก 3-4 เดือนข้าง จากนั้นจึงจัดให้มีการปฏิรูปกันต่อไป โดยส่วนตัวเห็นว่าจะปฏิรูปก่อนแล้วจึงเลือกตั้งไม่ได้ เพราะประเทศต้องบริหารงาน เศรษฐกิจและภาคธุรกิจยังต้องเดินหน้าต่อไป
สำหรับการประกาศกฎอัยการศึกนั้น มองว่าเป็นการห้ามทัพ หรือหยุดความขัดแย้งเฉพาะหน้า ถือว่าเป็นผลดีในระยะสั้น แต่สุดท้ายต้องแก้ปัญหาร่วมกันโดยเร็วที่สุด
อีเว้นท์ระยะสั้นอ่วม หลังกองทัพประกาศกฎอัยการศึกลูกค้าชะลอจัดงาน ลุ้นไม่มีความรุนแรง หรือประกาศเคอร์ฟิว ฉุดธุรกิจซบเพิ่ม แนะจบเร็วเพื่อให้ประเทศเดินหน้า
นายเกรียงกานต์ กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ กล่าวว่า การออกมาประกาศใช้กฎอัยการศึก ในมุมของผู้ประกอบการธุรกิจอีเว้นท์ ช่วงระยะสั้นการประกาศดังกล่าวน่าจะมีผบกระทบต่อภาพรวมธุรกิจอีเว้นท์พอสมควร โดยเฉพาะงานอีเว้นท์ที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือน พ.ค.นี้ เนื่องจากลูกค้าไม่มั่นใจในสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นว่าจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นหรือใหม่
สำหรับงานอีเว้นท์ที่น่าจะได้รับผลกระทบระยะสั้นน่าจะเป็นการจัดงานแถลงข่าว และการจัดงานคอนเสิร์ต ซึ่งในส่วนของของบริษัทในช่วงระยะสั้นนี้ไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบดังกล่าว เนื่องจากไม่มีการจัดงานอีเว้นท์ขนาดใหญ่ในประเทศ ส่วนงานอีเว้นท์ต่างประเทศ ซึ่งบริษัทจะเข้าไปจัดงานแสดงโขน ในวันที่ 31 พ.ค.นี้ ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ก็ไม่น่าจะได้รับผลกระทบเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หลังจากการประกาศใช้กฎอัยการดศึก หากไม่มีเหตุการณ์รุนแรง หรือการประกาศเคอร์ฟิว ทุกอย่างน่าจะยังคงดำเนินไปตามปกติ เนื่องจากคนไทยมีความคุ้นเคยกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ในส่วนของนักลงทุนต่างชาติและนักท่องเที่ยวอาจมีความกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพอสมควร
“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ้านเราถือว่าชิล ถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไรมาเป็นตัวเร่งความรุนแรงทุกอย่างก็ยังคงเดินหน้าต่อ เพราะปัญหาการเมืองไทยลากยาวมาเป็นระยะเวลา 6 เดือนแล้ว ถ้าชะลอตัวคงไม่ไหว ซึ่งจากความคลุมเครือของปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นส่งผลให้ธุรกิจโฆษณาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาอยู่ในภาวะติดลบ เช่นเดียวกับธุรกิจอีเว้นท์ในประเทศ” นายเกรียงกานต์กล่าว
ในด้านของภาพรวมธุรกิจอีเว้นท์ช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมาถือว่ามีอัตราการเติบโตติดลบ ซึ่งเป็นไปตามกระแสภาพรวมเศรษฐกิจ แต่พอเข้าสู่ไตรมาส 2 ภาพรวมเริ่มปรับตัวดีขึ้น และเชื่อว่าภาพรวมไตรมาส 3-4 น่าจะปรับตัวดีขึ้นอีกเช่นกันหากไม่มีสถานการณ์ความรุนแรง
นายเกรียงกานต์ กล่าวอีก หลังจากที่บริษัทได้ขยายธุรกิจออกไปต่างประเทศ ควบคู่ไปกับมีการลดต้นทุนในการดำเนินงาน ส่งผลให้ภาพรวมผลประกอบการของบริษัทยังอยู่ในทิศทางที่น่าพอใจ ซึ่งหากมองไปที่ภาพรวมรายได้ตั้งแต่เข้าสู่ไตรมาส 2 ถือว่ามีอัตราการเติบโตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเห็นได้จากแบ็กล็อกที่มีอยู่ในมือขณะนี้คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3004-00 ล้านบาท จึงทำให้บริษัทมั่นใจว่าสิ้นปีนี้จะยังคงมีรายได้เป้นไปตามเป้าหมายที่ 2,000 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนที่ 10% ถือเป็นอัตราการเติบโตที่สวนกระแสภาพรวมธุรกิจอีเว้นท์ที่ปีนี้ยังคงมีอัตราการเติบโตติดลบ
“เรายังเหลือเวลาอีกครึ่งปีที่น่าสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นตอนนี้คือ อยากให้ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองจบลงโดยเร็วที่สุด และมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศเร็วๆ เพราะถ้ายังเป็นรัฐบาลรักษาการประเทศก็ไม่สามารถเดินต่อไปได้ ซึ่งในมุมมองของภาคเอกชนตอนนี้ไม่อยากให้สถาการณ์ทางการเมืองมีความยืดเยื้อ







