
ธุรกิจบล.พ้นวิกฤต
‘ก้องเกียรติ’พาลูกค้าลุยระดมทุนแสนล.คาดปัญหาการเมืองจบครึ่งแรกปีนี้
‘ก้องเกียรติ’พาลูกค้าลุยระดมทุนแสนล.คาดปัญหาการเมืองจบครึ่งแรกปีนี้
“ก้องเกียรติ” ประเมินไตรมาสแรก ถึงจุดต่ำสุดของธุรกิจหลักทรัพย์ ลุยระดมทุนให้ลูกค้า
นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (ASP) เปิดเผยว่า ไตรมาสแรกที่ผ่านมาน่าจะเป็นจุดต่ำสุดของธุรกิจหลักทรัพย์แล้ว โดยประเมินว่าการเมืองน่าจะจบได้ภายในครึ่งแรกของปีนี้ และจะทำให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นกลับมาดีในช่วงครึ่งหลังของปี
สำหรับ บล.เอเซีย พลัส คาดว่า ในปีนี้จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในการระดมทุนให้กับบริษัทจดทะเบียน (บจ.) มูลค่าเกินกว่า 1 แสนล้านบาท มากกว่าปีที่ผ่านมามีมูลค่า 8 หมื่นล้านบาท แม้ว่าภาวะตลาดหุ้นจะไม่เอื้ออำนวยกระทบต่อหุ้นใหม่ (ไอพีโอ) และหุ้นเพิ่มทุน (พีโอ) และคาดว่าจะมีการระดมทุนรวม 1 หมื่นล้านบาท น้อยกว่าปี 2556 ที่มีการระดมทุนในส่วนนี้สูงถึง 2 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ภาวะดอกเบี้ยต่ำและตลาดหุ้นไม่ดี ทำให้ บจ.หันไปเลือกการออกหุ้นกู้และออกตั๋วเงิน ตั๋วแลกเงิน จนมีมูลค่าการระดมทุนสูงถึง 8 หมื่นล้านบาท สูงกว่าปีที่ผ่านมามีเพียง 6 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ทำให้ยอดรวมการระดมทุนในปีนี้สูงกว่าปี 2556
“ความสามารถในการสร้างผลตอบแทนของ ASP ปีนี้ คาดว่า จะพยายามทำให้กลับไปเท่ากับระดับปกติในปี 2555 ที่มีอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (อาร์โอเอ) 7.96% และอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) 14.41% แม้ว่าในไตรมาสแรกจะทำได้เพียง 5.04% และ 8.55% ตามลำดับ แต่ในไตรมาส 2 บริษัทจะดีกว่าอุตสาหกรรมเพราะได้รับผลดีจากการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น ทั้งบริษัท อิชิตัน กรุ๊ป (ICHI) และบริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 (SAWAD)” นายก้องเกียรติ กล่าว
นอกจากนี้ สัดส่วนรายได้ของ ASP ไม่ได้พึ่งพาธุรกิจหลักทรัพย์เป็นหลัก โดยขณะนี้มีสัดส่วนเพียง 57% เท่านั้น ลดลงจากอดีตสูงถึงเกือบ 90% ทำให้ ASP มีรายได้ในส่วนอื่นเข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจการลงทุน ธุรกิจจัดการลงทุน และธุรกิจวาณิชธนกิจ ซึ่งปัจจุบันมีงานในมือถึง 25 บริษัท แบ่งเป็นงานไอพีโอ 10 บริษัท บจ.เพิ่มทุน 2 บริษัท และงานที่ปรึกษาการเงินอีก 13 บริษัท
ผลจากกระจายแหล่งรายได้ส่งผลให้ ASP ได้รับผลกระทบไม่มาก จากมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาดหุ้นในช่วง 5 เดือนแรกยังทรงตัวที่ระดับ 3 หมื่นล้านบาทต่อวัน ซึ่งในช่วงไตรมาสแรก ASP มีอัตราค่าธรรมเนียมนายหน้าธุรกิจหลักทรัพย์ (คอมมิชชั่น) 0.17% แม้ว่าจะลดลงจากงวดปี 2556 เฉลี่ยอยู่ที่ 0.18% แต่ยังสูงกว่าอุตสาหกรรมเฉลี่ยอยู่ที่ 0.14%
เหตุผลที่ทำให้ค่าคอมมิชชั่นโดยเฉลี่ยในขณะนี้ลดลงจากปีที่ผ่านมา น่าจะเป็นผลมาจากผู้ลงทุนหันไปซื้อขายผ่านระบบอินเทอร์เน็ตมากขึ้น และพบว่าผู้ลงทุนรายใหญ่ซื้อขายในสัดส่วนที่สูง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับคอมมิชชั่นในอัตราที่ต่ำกว่ารายย่อย เพราะซื้อขายในจำนวนที่สูงเกิน 20 ล้านบาทต่อวัน
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย กล่าวว่า ไตรมาสแรกอาจไม่ใช่จุดต่ำสุดของธุรกิจหลักทรัพย์ก็เป็นได้ เพราะมูลค่าการซื้อขายในช่วงไตรมาส 2 อยู่ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาสแรก ขณะเดียวกันกลับมีจำนวนวันหยุดมากกว่า ทำให้จำนวนวันที่เปิดให้ซื้อขายหุ้นมีน้อยกว่าด้วย
นอกจากนี้ ยอมรับว่าผลจากการเกิดโบรกเกอร์ใหม่ ทำให้การแข่งขันธุรกิจหลักทรัพย์สูงขึ้น ทำให้คอมมิชชั่นเฉลี่ยของธุรกิจหลักทรัพย์ลดลง
ด้านแรงขายของนักลงทุนต่างชาติในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ไม่ได้มีความกังวลจะกดให้ดัชนีลดลงแรงจากระดับปัจจุบันได้ เพราะแรงขายของต่างชาติคงจะอยู่ในระดับพอๆ กับยอดที่ได้ซื้อในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา
สำหรับกรณีการเมืองนั้น สิ่งที่ตลาดทุนต้องการคือให้มีทางออกชัดเจนและเป็นรูปแบบที่สังคมยอมรับได้ และนักลงทุนต่างชาติมีความเห็นต่อประเด็นนายกฯ คนกลางว่า ควรจะมีเหตุผลรองรับและอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ







