
ยอดขายร่วงจับตาอสังหาฯเล่นเกมแรง
Ffp...สุกัญญา สินถิรศักดิ์
Ffp...สุกัญญา สินถิรศักดิ์
หลังจากผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์ทยอยประกาศผลประกอบไตรมาส 1/2557 โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ล้วนยังมีรายได้จากการขายที่อยู่อาศัยเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน สวนทางกับปัญหาการเมืองที่รุมเร้าอย่างหนักตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน แต่หากวิเคราะห์สถานการณ์การขายของแต่ละรายแล้ว ปัจจัยที่ทำให้รายได้ไตรมาสของปีนี้ยังเติบโต เพราะเป็นยอดขายซึ่งเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยเฉพาะรายได้จากการรับโอนคอนโดมิเนียม ซึ่งเป็นยอดขายที่เกิดขึ้นมาไม่น้อยกว่า 12 ปี
นอกจากนี้ รายได้บางส่วนยังเกิดจากการขายบ้านแนวราบในต่างจังหวัด ซึ่งได้รับผลกระทบน้อยกว่าตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดย รัตน์ พานิชพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ หรือคิวเฮ้าส์ กล่าวว่า รายใหญ่ที่ปรับตัว กระจายการทำตลาดไปยังตลาดจังหวัด ทำให้ยังมีรายได้และยอดขายที่ยังไปได้ในไตรมาสแรก แต่ถ้าทำตลาดเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพียงตลาดเดียวภายใต้การเมืองที่ยังยืดเยื้อต้องยอมรับว่าเหนื่อยไม่น้อย โดยยอดขายของคิวเฮ้าส์ไตรมาสแรกอยู่ที่ 4,300 ล้านบาท ส่วนยอดขายจนถึงต้นเดือน พ.ค. ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 5,500 ล้านบาท เติบโตประมาณ 20% ซึ่งเป็นยอดขายที่เติบโตจากตลาดต่างจังหวัด
ขณะที่ผู้ประกอบการบางส่วนที่มียอดขายลดลง ล้วนเป็นผลจากปัจจัยทางการเมืองที่ทำให้แต่ละรายเปิดตัวโครงการน้อยลง และบรรยากาศไม่เอื้อต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย โดย อุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสสายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ กล่าวว่า ยอดขายที่อยู่อาศัยไตรมาสแรกทั้งหมดประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยในส่วนของคอนโดมิเนียม มียอดขายประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีที่แล้วค่อนข้างมากที่มียอดขายอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปีนี้มีคอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่เพียง 1 โครงการ คือ นิกซ์ บาย แสนสิริ วงเวียนใหญ่
รวมถึงปีที่แล้วแสนสิริมียอดขายที่ดีมากจากงานไลฟ์ คัมส์ โฮม 2013 ที่สยามพารากอน แต่ปีนี้ไม่มีและบรรยากาศการเมืองที่ไม่เอื้อ ทำให้ยอดขายลดลงมาก โดยปกติแสนสิริจะมียอดขายคอนโดมิเนียมประมาณ 500 ล้านบาทต่อสัปดาห์ ตั้งแต่มีวิกฤตการเมืองยอดขายลดลงเหลือ 300 ล้านบาทต่อสัปดาห์ ซึ่งแผนการทำตลาดปีนี้ยังมีคอนโดมิเนียมใหม่อีก 8 โครงการ ต้องรอดูสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด โดยมองว่าหากบรรยากาศยังไม่ดี ก็ยังไม่จำเป็นต้องรีบเปิดตัวใหม่ ซึ่งรายใหญ่ไม่น่าเป็นห่วง เพราะมียอดรอรับรู้รายได้ หรือแบ็กล็อกจำนวนมากที่พร้อมโอนอยู่แล้ว ถึงยอดขายยังไม่ดี แต่ก็ยังรายได้จากยอดแบ็กล็อกในมือ ส่วนการที่รายใหญ่ยอดขายน้อยลง จะกระทบกับรายได้ในปีถัดไปหรือไม่ ประเมินว่า จะส่งผลกระทบไม่มาก เพราะภาคเอกชนปรับตัวได้เร็ว จากการหาตลาดใหม่ๆ ในการสร้างรายได้
ขณะที่ ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการ บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท เปิดเผยว่า ผลกระทบจากการเมืองทำให้ยอดขายบ้านไตรมาสแรกบริษัทลด 33% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หรือมียอดขายรวม 8,194 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาสแรกปีก่อนขาย 1.2 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. ยอดขายจะชะลอตัว แต่เริ่มมีสัญญาณของกำลังซื้อที่เริ่มฟื้นตัวในเดือน มี.ค.เม.ย. เพราะประชาชนที่ต้องการซื้อบ้านจริงๆ เริ่มคลายความกังวลกับสถานการณ์และตัดสินใจซื้อบ้านมากขึ้น
“คาดว่าสัญญาณของการฟื้นตัวจะยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทยังคงเป้าหมายการขายทั้งปีไว้ที่ 4.1-4.5 หมื่นล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ที่ 44.2 หมื่นล้านบาท และแม้ว่ายอดขายในไตรมาสแรกจะลดลง แต่รายได้และกำไรของบริษัทยังคงเติบโตได้ดี โดยมีรายได้ 8,055 ล้านบาท เติบโต 27% และกำไรสุทธิ 1,065 ล้านบาท เติบโต 38%” ทองมา กล่าว
ด้าน อนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กล่าวว่า หากประเมินยอดขายไตรมาสแรกที่ผ่านมาของบริษัทใหญ่ๆ จะเห็นว่าแม้ยอดขายรายใหญ่จะตกลง แต่ยังไงก็ไม่ล้ม และรายใหญ่จะกินตลาดหมด รายกลาง รายเล็ก จะขาดสภาพคล่อง น่าเป็นห่วงมากโดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกำลังเผชิญกับภาวะขาดสภาพคล่องอย่างมาก เช่นเดียวกับตัวเลขหนี้เอ็นพีแอลที่เพิ่มสัดส่วนขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสินเชื่อบ้าน ทั้งสินเชื่อรถ ก็เป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด และยังมีแนวโน้มว่าสัดส่วนเอ็นพีแอลจะเพิ่มขึ้นด้วย
แม้ผลประกอบการไตรมาสแรกจะยังทำให้หลายค่ายยิ้มได้ แต่เพราะยอดขายที่ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าเป้า ทำให้ผู้ประกอบการทั้งเล็กและใหญ่ต่างงัดทุกกลยุทธ์ทั้งการระบายสต๊อกบ้านคอนโดพร้อมอยู่ หรือการเข็นโครงการใหม่ออกมาเปิดขาย ไม่รอการเมืองนิ่งแล้ว เพื่อดึงยอดขายไตรมาส 2 ให้ดีขึ้น หวังให้ยอดขายครึ่งปีแรกดีขึ้น หรือใกล้เคียงกับปีที่แล้วให้ใจชื้นก่อนที่จะเผชิญหน้ากับหลากปัจจัยเสี่ยงในครึ่งปีหลัง







