
การเมืองกับตลาดหุ้น
ปูกะตอย : สวัสดีจ้า
ปูกะตอย : สวัสดีจ้า
โนฮาว : สวัสดีครับ
ปูกะตอย : ตกลงบ้านเราเมืองเราจะไม่มีรัฐบาลใช่ป่ะ
โนฮาว : ทำไมเหรอ
ปูกะตอย : ไม่รู้สิ เห็นยังไม่จบกันง่ายๆ
โนฮาว : น่า รอมานานแล้ว รออีกหน่อยก็แล้วกัน
ปูกะตอย : ก็อยากมีผู้นำเหมือนบ้านเมืองอื่น แล้วที่สำคัญน่ะตลาดหุ้นไทยจะได้ปรับขึ้น เพราะเดี๋ยวนี้ปัจจัยทางการเมืองมีผลกับตลาดหุ้นแนบแน่นมาก
โนฮาว : ถูกต้องครับ เพราะนักลงทุนทุกคนต่างก็คาดหวังสูงๆ ว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง จะมีนโยบายที่ดีๆ มีเสถียรภาพขึ้นกว่าเดิม
ปูกะตอย : ใช่แล้ว
โนฮาว : ทุกวันนี้ นักลงทุนจะมองถึงนโยบายของรัฐบาลเป็นหลักแล้ว เพราะอาจจะมีผลต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน เช่น นโยบายภาษี นโยบายด้านการนำเข้า ส่งออก นโยบายการเงิน การคลัง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ คือถ้านโยบายออกมาเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ จะทำให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นคึกคัก
ปูกะตอย : แล้วถ้ารัฐบาลมีนโยบายออกมาไม่ดีล่ะ
โนฮาว : จะถามทำไม ของมันรู้ๆ กันดีอยู่แล้วว่าจะทำให้นักลงทุนเกิดความผิดหวัง บรรยากาศการลงทุนก็ไม่คึกคัก เผลอๆ นะ ดัชนีหุ้นอาจจะปรับลดลงก็ได้
ปูกะตอย : แสดงว่าช่วงที่มีการเลือกตั้ง ตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร
โนฮาว : มองได้ 2 แบบ แบบแรก ถ้าช่วงมีการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนๆ โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา ตลาดหุ้นก็จะไปเป็นตามสิ่งที่นักลงทุนคาดหวัง ถ้าคาดหวังว่าเมื่อได้รัฐบาลชุดใหม่แล้วจะโอเค ตลาดหุ้นช่วงก่อนเลือกตั้งจะปรับขึ้น อย่างเช่น อินเดีย อินโดนีเซียตลาดหุ้นปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าประเทศไหนที่ยังไม่มีความชัดเจนด้านการเมือง อย่างไทย หรือรัสเซีย ที่มีปัญหากับยูเครน ตลาดหุ้นก็จะผันผวน ปรับลดลง เพราะนักลงทุนยังมีความกังวล และมองว่าการเมืองมีความเสี่ยงอยู่ต่อไป
ปูกะตอย : แล้วเราต้องทำตัวยังงัย ภายใต้การเมืองเป็นแบบนี้
โนฮาว : เราในฐานะนักลงทุนรายย่อย ก็คงต้องระมัดระวังให้มากๆ เข้าไว้ อะไรที่ยังไม่ชัดเจนก็หลีกเลี่ยงก่อน เช่น ถ้าไม่มั่นใจกับทิศทางการเมือง ทางที่ดีก็อยู่ห่างๆ ตลาดหุ้น รอจนกว่าจะเกิดความชัดเจน แล้วค่อยว่ากัน อย่าไปคิดว่าถ้าไม่ลงทุนตอนนี้จะตกรถไฟ ให้คิดว่าตกรถไฟดีกว่าตกเหว
ปูกะตอย : ถูกต้อง
โนฮาว : งั้นวันนี้ขอตัวก่อนนะ บ๊าย บาย







