
ความรู้แห่งยุคสมัย
“ความรู้ทางการเงิน” หรือ Financial Literacy เป็นคำที่ได้ยินกันมาเมื่อไม่กี่ปีมานี้ และเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกในการประชุมระดับภูมิภาคและระดับโลกแทบทุกเวทีที่มีการกล่าวถึงการกินดีอยู่ดีของประชาชน ถ้าเปรียบเป็นหนังสักเรื่อง ความรู้ทางการเงินคงได้เป็นพระเอกที่หลายคนมีความหวังว่าจะขี่ม้าขาวมาช่วยกอบกู้สถานการณ์ เพราะต่างเชื่อว่าปัญหาการเงินของคนในชาติแก้ไขได้ถ้าประชาชนมีความรู้ทางการเงิน หรือพูดกลับกันว่าที่ประชาชนมีปัญหาการเงินอยู่ทุกวันนี้ เพราะขาดความรู้ทางการเงิน
“ความรู้ทางการเงิน” หรือ Financial Literacy เป็นคำที่ได้ยินกันมาเมื่อไม่กี่ปีมานี้ และเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกในการประชุมระดับภูมิภาคและระดับโลกแทบทุกเวทีที่มีการกล่าวถึงการกินดีอยู่ดีของประชาชน ถ้าเปรียบเป็นหนังสักเรื่อง ความรู้ทางการเงินคงได้เป็นพระเอกที่หลายคนมีความหวังว่าจะขี่ม้าขาวมาช่วยกอบกู้สถานการณ์ เพราะต่างเชื่อว่าปัญหาการเงินของคนในชาติแก้ไขได้ถ้าประชาชนมีความรู้ทางการเงิน หรือพูดกลับกันว่าที่ประชาชนมีปัญหาการเงินอยู่ทุกวันนี้ เพราะขาดความรู้ทางการเงิน
ความหมายของ “การให้ความรู้ทางการเงิน” มีผู้ให้ไว้หลากหลาย สรุปคือ การทำให้คนมีความสามารถในการใช้ความรู้และทักษะในการจัดการเงินของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีตลอดชีวิต ซึ่งไม่เพียงแต่ทำชีวิตให้ไม่ติดลบ (มีรายได้มากกว่ารายจ่าย) และเปรียบเทียบทางเลือกเป็น แต่จะต้องมีการวางเป้าหมาย วิสัยทัศน์ และวางแผนทางการเงิน โดยต้องทำอย่างมีวินัยไปตลอดทั้งชีวิต
พบบทความที่อ่านแล้วชวนคิดจากประเทศแคนาดา เรื่อง Why your grandma didn’t need financial literacy? โดย Caroline Cakebread เขียนไว้เมื่อปี ค.ศ. 2013 กับคำถามที่ว่าทำไมยุคปู่ย่าเราถึงไม่ต้องเรียนความรู้ทางการเงิน ในขณะที่ทุกวันนี้แทบทุกประเทศพยายามเอาความรู้นี้ใส่เข้าไปในหลักสูตรการศึกษาและใช้ช่องทางการสื่อสารให้ความรู้ในทุกรูปแบบ
คุณ Caroline บอกเล่าไว้ว่า ปู่ย่าเรามีชีวิตอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อยู่อย่างยากลำบากขัดสน การใช้เงินแต่ละครั้งจึงเต็มไปด้วยเหตุผล เมื่อเสื้อผ้าชำรุดก็ซ่อมแซม แทบไม่เคยกินข้าวนอกบ้าน ไม่เคยยืมเงินคนอื่นยกเว้นเพื่อซื้อบ้านที่ใช้เป็นที่พักอาศัย และในขณะที่ยากลำบากนั้นก็สามารถเลี้ยงดูลูกหลายคนจนประสบความสำเร็จ มีเงินเหลือก็บริจาคให้ศาสนา ทำอย่างนี้จนเป็นนิสัย คุณ Caroline เข้าใจดีว่ากับสังคมสมัยนี้การจะทำอย่างนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ได้ให้แง่คิดว่าคนสมัยก่อนใช้เงินเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่ใช้เงินเพื่อให้มีอำนาจหรือมีหน้าตาฐานะที่ทัดเทียม หรือเป็นที่ยอมรับของผู้อื่นอย่างที่คนในยุคนี้ทำกัน
สภาพการณ์การเงินของคนในทุกประเทศไม่ต่างกัน และไม่ยกเว้นประเทศไทย วันนี้คนเราอายุยืนขึ้น คนรุ่นใหม่แต่งงานช้าลง หนำซ้ำบางคู่ตั้งใจว่าจะไม่มีลูก ทำให้แนวโน้มที่จะอยู่เพียงลำพังมีมากขึ้น เราจึงต้องพึ่งพาเงินตัวเองเป็นหลักในยามเกษียณ จะหวังพึ่งรัฐก็คงได้เพียงบางส่วน
วันนี้มีสินค้าและบริการมากมายทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็นกำลังทำการตลาดเพื่อดึงเงินออกจากกระเป๋าเราให้มากและเร็วที่สุด ควบคู่กับบริการทางการเงินที่เอื้อและเชียร์ให้เราเอาเงินในอนาคตมาใช้ ให้ซื้อสินค้าและบริการได้ง่ายขึ้น ให้ยืมก่อนแล้วผ่อนคืนทีหลัง มีบัตรเครดิตที่ให้ชำระขั้นต่ำได้ ยืมเงินกันโดยไม่ต้องบอกว่าจะเอาเงินไปทำอะไร บ้างไม่ต้องการหลักประกัน บ้างก็ให้วางรถ วางบ้าน โดยผู้ให้บริการเหล่านี้ไม่ได้มารับผิดชอบชีวิตของเราหลังจากจับจ่ายหรือเป็นหนี้เข้าไปแล้ว
วันนี้ที่เงินเฟ้อสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ถ้าเรายังออมเงินด้วยวิธีเดิม เงินอาจไม่พอใช้ในอนาคตหรือในวัยเกษียณได้ เงินออมมีโอกาสที่จะโตไม่ทันราคาข้าวของที่เพิ่มขึ้น เช่น เงินที่เคยซื้อก๋วยเตี๋ยวได้หนึ่งชาม ในอนาคตอาจซื้อได้เพียงครึ่งชาม
เพื่อให้ทันกับเงินเฟ้อ (ได้กินก๋วยเตี๋ยวเต็มชาม) และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เราจึงต้องมองหาผลตอบแทนที่ดีกว่าเดิม เช่น ลงทุน หรือบางคนเลือกจะปล่อยกู้ ซึ่งผลตอบแทนที่สูงก็มากับความเสี่ยงสูง และนอกจากความซับซ้อนของทางเลือกแล้ว ผู้ไม่ประสงค์ดีที่คอยหลอกหรือโกงก็ใช้โอกาสนี้หากินเช่นกัน ทำให้เราต้องมีความรู้กว้างขวางขึ้นและต้องรู้ให้เท่าทัน
ด้วยสิ่งแวดล้อมในยุคนี้ที่แตกต่างจากยุคของปู่ย่า และความเป็นไปได้ที่เราจะกลับไปใช้ชีวิตแบบนั้นโดยไม่ต้องมีคนชี้แนะ กระตุกเตือน คงไม่ใช่เรื่องง่าย เราจึงต้องเรียนรู้ความรู้ทางการเงินเพื่อให้สามารถวางแผนจัดการและตัดสินใจได้ดีขึ้น ส่วนที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เราใช้ความรู้ทางการเงินได้อย่างเห็นผล คือ การมีวินัยตลอดชีวิต ซึ่งต้องตั้งใจจริง หลายครั้งต้องฝืนใจ ตัดใจ ก็ต้องฝึกให้เป็นนิสัย ลองมองชีวิตปู่ย่าของเราเป็นตัวอย่างแล้วดำเนินชีวิตด้วยเหตุผล รู้หา รู้ใช้ รู้เก็บ รู้ลงทุน คงไม่พอ จะต้อง รู้พอเพียง ควบคู่ไปด้วยค่ะ n
“ก.ล.ต. อยากให้คนไทยลงทุนด้วยความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง”







