
ทิศทางใหม่นโยบายส่งเสริมลงทุนสิงคโปร์
ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลสิงคโปร์ได้ยกเครื่องนโยบายส่งเสริมการลงทุนครั้งใหญ่ในหลายด้าน
ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลสิงคโปร์ได้ยกเครื่องนโยบายส่งเสริมการลงทุนครั้งใหญ่ในหลายด้าน
ประการแรก สิงคโปร์ประกาศจะเลิกสนับสนุนกิจการที่ใช้แรงงานมาก เนื่องจากสิงคโปร์มีพลเมืองน้อย ไม่มีความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนในกิจการประเภทนี้
ดังนั้น สิงคโปร์จะสนับสนุนให้บรรษัทข้ามชาติย้ายไปตั้งฐานผลิตกิจการที่ใช้แรงงานมากในประเทศเพื่อนบ้านที่มีค่าจ้างแรงงานต่ำ เป็นต้นว่า อุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือ นับเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่คาดว่าจะย้ายออกจากสิงคโปร์ โดยปัจจุบันจ้างงานมากถึง 1.2 แสนคน เกือบทั้งหมดเป็นพนักงานต่างชาติ กล่าวคือ สัดส่วนพนักงานต่างชาติต่อสิงคโปร์สูงถึง 5/1 โดยต้องการให้ปรับลดสัดส่วนให้เหลือ 3.5/1 ภายในปี 2561
ประการที่สอง จูงใจให้มาดำเนินกิจกรรมด้านวิจัย พัฒนา วิศวกรรม และออกแบบผลิตภัณฑ์ในสิงคโปร์ เป็นต้นว่า บริษัท P&G ของสหรัฐ ซึ่งแม้มีฐานการผลิตในประเทศอื่นๆ ในเออีซี แต่ได้ลงทุนก่อสร้างศูนย์วิจัยมูลค่ามากถึง 6,500 ล้านบาท ในสิงคโปร์
ขณะที่บริษัท โรลส์รอยซ์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องยนต์อากาศยานชั้นนำของโลก ได้ลงนามในความตกลงร่วมมือด้านวิจัยกับมหาวิทยาลัยของสิงคโปร์ ในโครงการเป็นเงินประมาณ 2,000 ล้านบาท
ประการที่สาม กำหนดส่งเสริมการลงทุนกิจการที่ใช้เทคโนโลยีสูงและมีศักยภาพสูงที่จะทำให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมในภูมิภาค เช่น การพิมพ์แบบ 3 มิติ หุ่นยนต์ ยาชีวภาพ อุปกรณ์ทางการแพทย์ อากาศยาน โรงกลั่นน้ำมัน ปิโตรเคมี ฯลฯ ตัวอย่างเช่น บริษัท ซีเมนส์ ของเยอรมนี ผลิตอุปกรณ์ช่วยการฟังในสิงคโปร์ ทำให้สิงคโปร์ผลิตอุปกรณ์ประเภทนี้มากถึง 1 ใน 3 ของโลก
ขณะเดียวกัน บริษัท เอ็กซอนโมบิล ของสหรัฐ ได้ตั้งฐานผลิตปิโตรเคมีครบวงจรใหญ่ที่สุดของบริษัทที่เกาะจูร่งในสิงคโปร์ บริษัท โรลส์รอยซ์ ตั้งฐานผลิตเครื่องยนต์อากาศยานแห่งเดียวในทวีปเอเชียที่สิงคโปร์
ประการที่สี่ ส่งเสริมให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางธุรกิจในทวีปเอเชีย จากการศึกษาของ Frontier Strategy Group เมื่อปี 2553 พบว่าบริษัทข้ามชาติที่สนใจจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในทวีปเอเชีย จะเลือกตั้งในสิงคโปร์มากเป็นสัดส่วนสูงสุด คือ 44% รองลงมาคือ ฮ่องกง 17% และเซี่ยงไฮ้ 13%
ประการที่ห้า พัฒนาเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นต้นว่า ธุรกิจศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ในเอเชียกระจุกตัวในสิงคโปร์มากถึงครึ่งหนึ่ง ทั้งๆ ที่ปกติแล้วธุรกิจประเภทนี้จะจัดตั้งในประเทศที่อสังหาริมทรัพย์ราคาถูก ค่าไฟฟ้าถูก หรือเป็นประเทศอากาศหนาวที่ช่วยลดค่าไฟฟ้าที่เป็นเงินมหาศาลในการทำความเย็นแก่คอมพิวเตอร์ เพื่อป้องกันความเสียหายจากความร้อน
จะว่าไปแล้ว ธุรกิจศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์หากตั้งในไทยดูจะเหมาะสมกว่าด้วยซ้ำ เนื่องจากค่าเช่าอาคารถูกกว่าสิงคโปร์หลายเท่าตัว ไฟฟ้าถูกกว่า อัตราเงินเดือนบุคลากรถูกกว่า ฯลฯ
แต่เพราะบริษัทต่างๆ นิยมใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ในสิงคโปร์ เพราะเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยนั่นเอง
ทั้งนี้ ในอนาคตบริษัทไทยหลายแห่งเริ่มสนใจไปใช้บริการศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ในสิงคโปร์เพื่อเป็นระบบสำรอง เนื่องจากเหตุการณ์ความวุ่นวายในปัจจุบัน มีการไปตัดไฟฟ้าอาคาร กสท. บางรัก สร้างความเสียหายอย่างมากต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่นำไปฝากไว้ในศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ภายในอาคารแห่งนี้ ทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก
ดังนั้น การตั้งระบบสำรองในสิงคโปร์จะทำให้บริษัทไทยสามารถดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่องอย่างปลอดภัยไร้กังวล







