
เศรษฐกิจไทยหลังไร้นายกฯ
สัปดาห์ที่แล้วมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบที่ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ภายในสัปดาห์เดียวนายกรัฐมนตรีถูกให้พ้นจากตำแหน่งถึงสองครั้ง ทั้งจากคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีการโยกย้ายข้าราชการแบบมิชอบ ในวันถัดมา ป.ป.ช.มีมติสั่งถอดถอนให้พ้นจากนายกฯ อีกรอบจากคดีโครงการจำนำข้าวที่ไม่โปร่งใส และยังมีมติให้ทำสำนวนส่งต่อศาลฎีกาการเมืองเพื่อดำเนินการทางคดีต่อไป
สัปดาห์ที่แล้วมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบที่ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ภายในสัปดาห์เดียวนายกรัฐมนตรีถูกให้พ้นจากตำแหน่งถึงสองครั้ง ทั้งจากคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีการโยกย้ายข้าราชการแบบมิชอบ ในวันถัดมา ป.ป.ช.มีมติสั่งถอดถอนให้พ้นจากนายกฯ อีกรอบจากคดีโครงการจำนำข้าวที่ไม่โปร่งใส และยังมีมติให้ทำสำนวนส่งต่อศาลฎีกาการเมืองเพื่อดำเนินการทางคดีต่อไป
เรื่องการเมืองไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะสื่อสารในวันนี้ เพราะปรากฏอยู่ในสื่อมวลชนต่างๆ ใครจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยก็ว่ากันไป แต่ที่แน่นอนก็คือขณะนี้ประเทศไทยเกิดสุญญากาศไม่มีผู้นำประเทศ อีกทั้งยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจหน้าที่ของรองนายกฯ รักษาการปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี (รักษาการ) เพราะเป็นการปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ และรัฐบาลรักษาการ ซึ่งเป็นเรื่องอ่อนไหวและมีความสุ่มเสี่ยง เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในการเมืองของไทย จึงไม่มีแนวทางปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้การกำหนดวันเลือกตั้งยังขาดความชัดเจน
นอกจากนี้ การประกาศวันเผด็จศึกของ กปปส.ที่มีการปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลและสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง พร้อมทั้งยื่นคำขาดเกี่ยวกับการตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล และการปฏิรูปประเทศไทยภายใน 3 วัน ซึ่งวันจันทร์นี้เป็นวันครบกำหนด เหตุการณ์จะลุกลามไปขั้นไหนก็ยังไม่อาจทราบได้ หวังว่าทุกฝ่ายคงจะมีทางออกร่วมกันและคงไม่มีความรุนแรง เพราะเศรษฐกิจของไทยที่ผ่านมาเจอกระหน่ำหลายด้าน ทั้งจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและวิกฤตการเมืองต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ภูมิคุ้มกันของการค้าอุตสาหกรรมที่มีอยู่แทบจะไม่เหลือ
ประเด็นเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วงก็คือภาคการลงทุน ที่ความเชื่อมั่นตกต่ำสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง สะท้อนจากดัชนีการผลิตอุตสาหกรรมติดลบ 7% การตั้งโรงงานใหม่และการขยายโรงงานในไตรมาสแรกติดลบ 9% และลบ 20% ตามลำดับ ขณะเดียวกันการลงทุนขนาดใหญ่ที่ค้างอยู่ในบีโอไอกว่า 7 แสนล้านบาท ซึ่งผมฟันธงได้เลยเศรษฐกิจไทยจะซึมไปถึงปีหน้า และมีความสุ่มเสี่ยงต่อการว่างงาน คาดว่าในไตรมาส 4 ของปีนี้ จำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นจากต้นปี ใกล้เคียงหรือมากกว่า 2 แสนคน ในด้านการบริโภคภายในซึ่งชะลอตัวมาโดยตลอด เห็นได้จากไตรมาสแรกเติบโตใกล้เคียง 0% ส่วนหนึ่งเกิดจากการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวลงค่อนข้างมากใน 4 เดือนแรกของปีนี้ติดลบ 4.9%
ที่ผมห่วงค่อนข้างมากคือเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะกรณีไม่มีรัฐบาลการลงทุนต่างชาติจะหายหมดกระทบไปถึงเศรษฐกิจปีหน้า กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ทรุดตัวลงขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งไตรมาสแรกติดลบ ขณะเดียวกันปัญหาสภาพคล่องของภาคเอกชน โดยเฉพาะเอสเอ็มอีต้องอาศัยการขับเคลื่อนจากรัฐบาล รวมทั้งภาคส่งออกซึ่งเป็นภาคส่วนเดียวที่ยังมีความหวังว่าจะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดตัวไปมากกว่าที่เป็นอยู่
อย่างไรก็ดี ผมซึ่งอยู่ในส่วนที่ใกล้ชิดกับภาคส่งออกไม่อยากให้ไปฝากความหวังไว้กับการส่งออกมากนัก เพราะลูกค้าส่งออกรายใหญ่ของไทย ทั้งอาเซียน ประเทศจีน และฮ่องกง ซึ่งรวมกันมีสัดส่วน 43.65% ของการส่งออกทั้งหมด ไตรมาสที่ผ่านมาการขยายตัวติดลบ ซึ่งเป็นผลจากสถาบันการเงินและเศรษฐกิจของประเทศจีนกำลังมีปัญหา
ในภาพรวมเศรษฐกิจผมเห็นด้วยกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยว่าเศรษฐกิจยังแกร่งรับการเมืองได้ ซึ่งเกิดจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยมีความ
แข็งแรง แต่อาจเป็นการมองจากภาพรวมซึ่งไม่ได้สะท้อนตัวเลขของผู้ประกอบการรายย่อยหรือเอสเอ็มอี ซึ่งปัจจุบันอยู่ในภาวะหมิ่นเหม่ต่อการอยู่รอด เพราะปัญหาของเอสเอ็มอีอยู่ที่สภาพคล่องและสายป่านทางการเงิน เมื่อมาเจอภาวะการเมืองแบบนี้จะรับมือกันไม่อยู่ เอาว่าอย่าพึ่งการเมืองเพราะยังไม่รู้ว่าจะไปจบอย่างไรและเมื่อใด ทั้งเอกชนและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับเอสเอ็มอี เช่น สสว. กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งองค์กรเอกชนทั้งหลาย คงต้องเข้ามาปรึกษาหารือ หาทางออกพยุงภาคเอสเอ็มอีและเศรษฐกิจไทยให้อยู่รอดรอนายกฯ ใหม่...เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ครับ!!! (สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit sorat)







