
แนะไทยเร่งปรับตัวรับค้าไฟฟ้าข้ามแดน
ชี้แนวโน้มอาเซียนขายไฟฟ้าข้ามแดนเพิ่ม แนะภาครัฐคลอดกฎหมายวางแผนรับมือ
ชี้แนวโน้มอาเซียนขายไฟฟ้าข้ามแดนเพิ่ม แนะภาครัฐคลอดกฎหมายวางแผนรับมือ
นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ เปิดเผยว่า ภาพรวมการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะทำให้ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งมีแนวโน้มจะทำให้เกิดการขายไฟฟ้าข้ามประเทศมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีการค้าระหว่างไทยลาว และไทยมาเลเซีย แต่ในอนาคตจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
ขณะที่ไทยมีโอกาสในฐานะที่มีที่ตั้งอยู่ตรงกลาง ซึ่งต่อไปไทยอาจวางตัวคล้ายกับสวิตเซอร์แลนด์ที่อยู่ใจกลางยุโรป ซึ่งซื้อขายไฟข้ามประเทศกันมาก ทุกประเทศจึงต้องเดินสายผ่านสวิตเซอร์แลนด์ที่ทำหน้าที่เป็นผู้บริการสายส่งและได้รับประโยชน์จากการที่หลายประเทศซื้อขายไฟฟ้าข้ามประเทศกัน เช่น เยอรมนีซื้อไฟฟ้าจากฝรั่งเศส แม้ในอาเซียนอาจจะยังไปไม่ถึงขั้นเดียวกับยุโรป แต่แนวโน้มการซื้อขายไฟฟ้าข้ามประเทศจะมีมากขึ้น
ทั้งนี้ ไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อม ทั้งการวางแผนและนโยบายเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าในเบื้องต้นไทยจะซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้ว แต่ยังเป็นการซื้อระหว่างกันโดยตรง ยังไม่มีการซื้อขายข้ามประเทศกัน ซึ่งหากเกิดความเปลี่ยนแปลงในอนาคต ไทยก็จำเป็นต้องกำหนดบทบาทตัวเอง เช่นเดียวกับลาวที่ประกาศตัวเป็นแบตเตอรี่ของเอเชีย
ขณะเดียวกันภาคเอกชนก็ต้องเตรียมความพร้อม โดยศึกษาจุดเด่นและจุดด้อยของบริษัทและกำหนดวิสัยทัศน์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง หากผู้ประกอบการเห็นโอกาสก็ต้องรีบศึกษาข้อมูล กฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ ให้ชัดเจน
“การค้าขายไฟฟ้าข้ามประเทศหากเกิดขึ้นในอาเซียนก็ต้องผ่านประเทศไทย ดังนั้นเรื่องกฎระเบียบ กฎหมายต่างๆ จำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขให้เข้ากับสถานการณ์” นางปรียนาถ กล่าว
สำหรับบริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ ปัจุบันมีโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการอยู่ภายในประเทศจำนวน 6 โรง มีกำลังการผลิตรวม 733-740 เมกะวัตต์ และภายใน 5 ปีข้างหน้ามีแผนลงทุนโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องอีก 10 โรง ทำให้มีโรงไฟฟ้ารวมทั้งหมด 16 โรง กำลังการผลิตรวม 2,000 เมกะวัตต์ มูลค่าการลงทุนโรงละ 5,000-6,000 ล้านบาท







