
"มาร์ช"...ลุยตลาดสวัสดิการแนวใหม่
ประกันชีวิตและประกันสุขภาพเป็นตัวแปรหนึ่งที่พนักงานรุ่นใหม่และรุ่นเก่ามีการเรียกร้องเพิ่มขึ้นในรูปแบบที่เปลี่ยนไป
โดย...วารุณี อินวันนา
ประกันชีวิตและประกันสุขภาพเป็นตัวแปรหนึ่งที่พนักงานรุ่นใหม่และรุ่นเก่ามีการเรียกร้องเพิ่มขึ้นในรูปแบบที่เปลี่ยนไป
บริษัทข้ามชาติที่รุกคืบเข้ามาขยายการลงทุนในประเทศไทย มาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ได้ใช้ความต้องการนี้มาแย่งชิงพนักงานระดับหัวกะทิจากบริษัทท้องถิ่นเข้าร่วมทีม
ดันแคน บุชนัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มาร์ช ประเทศไทย บริษัทนายหน้าประกันภัยและผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดสวัสดิการพนักงาน หนึ่งในกลุ่มบริษัท มาร์ชแอนด์แมคเลนนัน สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า แนวโน้มการเรียกร้องสวัสดิการรูปแบบใหม่ของบุคลากรทั่วโลก รวมถึงในเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
บริษัทต่างๆ ได้หันมาปรับสวัสดิการให้ตรงกับความต้องการของพนักงานให้มากที่สุด หรือที่เรียกว่า Flexible Benefits ซึ่งกลุ่มมาร์ชเป็นอันดับ 1 ในตลาดโลกที่ถูกเรียกใช้ให้ออกแบบสวัสดิการดังกล่าวแก่บริษัทข้ามชาติทั่วโลก
ทั้ง 4 ประเทศ ถือว่ามีอัตราการลงทุนทางตรงจากต่างชาติสูงมาก ทาง มาร์ช จึงต้องการเข้ามาบุกตลาดด้านการจัดสุขภาพและสวัสดิการให้กับตลาดทั้ง 4 ประเทศนี้ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
การจัดสวัสดิการให้พนักงานจะไม่ได้รับผลกระทบจากทางการเมือง โดยได้ติดตามความเคลื่อนไหวด้านการ เมืองในไทยมาตลอด พบว่า บริษัทต่างๆ ไม่ได้มีการลดสวัสดิการด้านการประกันชีวิตและสุขภาพของพนักงาน
ตรงกันข้ามบริษัทข้ามชาติได้เพิ่มสวัสดิการความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพให้พนักงาน ตามความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
เหตุผลที่บริษัทต่างๆ หันมาปรับสวัสดิการตามที่พนักงานต้องการ เพื่อดึงคนรุ่นใหม่และคนที่มีฝีมือสูงเข้าร่วมงาน
รวมทั้งสวัสดิการที่ตรงใจยังรักษาพนักงานที่มีความเป็นมืออาชีพ และมีความเชี่ยวชาญไว้ให้ทำงานอยู่กับบริษัทให้มากและนานที่สุด สามารถลดการเข้าออกของพนักงานได้
หนึ่งในสวัสดิการที่พนักงานแต่ละช่วงชีวิตมีความต้องการแตกต่างกันคือ การประกันชีวิตและประกันสุขภาพ
จากผลการทำวิจัยตลาดจากฐานลูกค้าของบริษัท 3,000 แห่ง ซึ่ง 70% เป็นบริษัทข้ามชาติอีก 30% เป็นบริษัทคนไทยในจำนวนนี้ 310 บริษัท ที่มีสวัสดิการประกันชีวิตและสุขภาพให้พนักงานที่มีประมาณ 1.55 แสนคน
ทั้งนี้ เพื่อบริหารค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่อยู่ในระดับสูง โดยปี 2556 การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) อยู่ที่ 18% และปี 2557 อยู่ที่ 17.5% ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศสิงคโปร์ที่มีอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์อยู่ที่ 10% คาดว่าไทยจะอยู่ในระดับ 10% ได้ต้องใช้เวลาอีกหลายปี
สวัสดิการที่คนรุ่นใหม่ในวัยไม่เกิน 30 ต้นๆ ที่ยังมีสุขภาพแข็งแรง ยังไม่มีภาระมากต้องการจะแปลงสวัสดิการประกันชีวิตและสุขภาพ ที่บริษัทจัดให้ไปเป็นเงินสด การลาพักร้อนที่มากขึ้น ต้องการรถ การฝึกอบรม และคนกลุ่มนี้จะมีอัตราการย้ายบริษัทสูง
ขณะที่พนักงานระดับกลางวัย 3540 ปี ต้องการสวัสดิการด้านสุขภาพ ประกันชีวิต มีการผ่อนบ้าน ต้องการเติบโตในงาน ต้องการคนมาช่วยดูแลลูก ซึ่งเงินเดือนดีอย่างเดียวไม่สามารถที่จะดึงคนมีฝีมือไว้ได้
สำหรับพนักงานใกล้วัยเกษียณจะต้องการสวัสดิการด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น และเมื่อเกษียณแล้วต้องการมีเงินที่เพียงพอในการใช้ชีวิต โดยคนกลุ่มนี้จะมีมากขึ้นในปี 2563-2573 ซึ่งมีแนวโน้มว่าคนกลุ่มนี้ต้องการที่จะทำงานต่อหลังเกษียณอายุที่ 60 ปี
การปรับตัวไม่ทันความต้องการของพนักงานอาจทำให้สูญเสียบุคลากรที่มีฝีมือให้กับคู่แข่งขัน โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติที่กำลังรุกคืบเข้ามา เพื่อชิงตลาดในประชาคมอาเซียนที่เริ่มทลายพรมแดนทางการค้า







