
ย้ำอุตฯใช้แรงงานเข้มข้นต้องย้ายฐาน
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้อุตฯ ใช้แรงงานไทยต้องย้ายฐาน เชื่ออีก 35 ปีขาดแรงงานอุตฯ
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้อุตฯ ใช้แรงงานไทยต้องย้ายฐาน เชื่ออีก 35 ปีขาดแรงงานอุตฯ
นายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัย หอการค้าไทย เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยโดยเฉพาะที่ใช้แรงงานเข้มข้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากในช่วง 35 ปีข้างหน้า ไทยจะขาดแคลนแรงงานภาคอุตสาหกรรมอย่างรุนแรง ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนค่าแรงสูง การทนอยู่ ในประเทศจะไม่สามารถแข่งขันได้
อย่างไรก็ดี การย้ายฐานการผลิตไปบางประเทศมีอุปสรรคมากกว่าภาพที่เห็น เช่น หลายบริษัทสนใจลงทุนในลาว เนื่องจากมองว่าเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่รู้จักดีที่สุด อีกทั้งยังใช้ภาษาใกล้เคียงกัน แต่ความเป็นจริงนักลงทุนไทยที่ไปลงทุนในลาว ต้องปิดกิจการมาแล้วจำนวนมาก เพราะ ไม่รู้จักกฎหมายและภาษาของลาวอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมกันขับเคลื่อน 4 ประเด็น เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยพร้อมแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ 1.กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลังร่วมกันจัดตั้งกองทุนอาเซียน (ASEAN Fund) สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะที่ใช้แรงงานเป็นหลัก ให้ไปตั้งฐานการผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน
สำหรับลักษณะสำคัญของกองทุนต้องประกอบด้วย 1.การพิจารณาอนุมัติอย่างรวดเร็วภายใน 2-3 เดือน ให้แก่ผู้ที่มีแผนการลงทุนครบถ้วน การกำหนดเพดาน วงเงินปล่อยกู้กองทุนในระดับที่เหมาะสม และการคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ
2.ตั้งหน่วยงานพิเศษสำหรับดูแลการส่งสินออกค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอท็อป) และสินค้าสำคัญอื่นๆ ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้สินค้าดังกล่าวมีโอกาสในตลาดเพื่อนบ้านมากขึ้น 3.ส่งทีมล่วงหน้าคอยเจรจาจับคู่ธุรกิจก่อนไปลงทุนจริง และ 4.รู้จักใช้ห่วงโซ่อุปทานและ ห่วงโซ่การ ผลิตจากวัตถุดิบในภูมิภาค รวมกลุ่มเป็น คลัสเตอร์ย้ายฐานการผลิตหากพบว่าวัตถุดิบราคาถูก คุณภาพดีอยู่ที่ประเทศอื่น
นายอัทธ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการ หาพันธมิตรในประเทศเพื่อนบ้าน ทำได้ 4 แนวทาง ได้แก่ 1.ตามบริษัทขนาดใหญ่ที่ไปลงทุนในอาเซียนแล้ว 2.ติดต่อกับสมาคมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมที่ ต้องการลงทุนในประเทศนั้นๆ 3.ติดต่อ กับ สภาหอการค้าของประเทศนั้นๆ และ 4.คุยกับหน่วยงานรัฐของไทยในประเทศที่จะลงทุน







