
เอกชนผวาเปิดค้าเสรีอียูอุตฯสะเทือนเกษตรรุ่ง
โพสต์ทูเดย์
— กลุ่มอุตสาหกรรมวอนรัฐอย่าเร่งเปิดเสรีกับอียู หวั่นสินค้าเหล็ก ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ กระทบหนักนายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สายงานองค์กรระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า การเปิดเสรีทางการค้า (เอฟทีเอ) ระหว่างไทยสหภาพยุโรป (อียู) สินค้าไทยที่จะได้รับผลกระทบมาก คาดว่าจะเป็นสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากไทยลงทุนในอุตสาหกรรมเหล่านี้ค่อนข้างมาก แต่จะแข่งขันกับทางอียูได้ยากหากมีสินค้าจากอียูเข้าตีตลาด รวมทั้งเอกชนไทยส่วนใหญ่นำเข้าสินค้าเหล่านี้จากประเทศในโซนเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น มากกว่าจะนำเข้าจากอียู จึงเป็นกลุ่มที่จะเสียประโยชน์ค่อนข้างมาก
สำหรับสินค้าที่ไทยจะได้ประโยชน์ จะเป็นกลุ่มสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป เช่น น้ำตาล อาหารแปรรูป ปศุสัตว์ นม ไก่แปรรูป เป็นต้น โดยเฉพาะน้ำตาลที่ไทยต้องการส่งไปยังอียูเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่มีการกำหนดโควตานำเข้า ขณะที่กลุ่มปศุสัตว์จะทำให้ไทยนำเข้าสินค้าได้ในราคาที่ถูกลง
ดังนั้น ในส่วนอาหารต้องดูว่าจะเปิดเสรีสินค้าประเภทไหนบ้าง แต่ก็ยังคาดการณ์ไม่ได้ว่าไทยจะได้ประโยชน์เต็มที่ เพราะอียูจะกำหนดระเบียบ มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เช่น เข้มงวดในการตรวจสอบ เข้มงวดในด้านความปลอดภัยในอาหาร เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มและมีกระบวนการผลิตเพิ่ม
ดังนั้น จึงต้องการให้รัฐบาลพิจารณาเปิดเสรีเป็นรายสินค้า สินค้าประเภทไหนที่เสียเปรียบมากก็ไม่จำเป็นต้องรีบเร่งเปิดเสรีตามที่ยุโรปเรียกร้อง โดยต้องการให้พิจารณาให้รอบคอบก่อน เพื่อให้อุตสาหกรรมภายในมีเวลาปรับตัว
“
เอกชนมองว่าการทำเอฟทีเอกับนานาประเทศเป็นแนวคิดของโลกในการทำการค้า ยากที่จะปิดกั้น จึงต้องการให้รัฐบาลพิจารณาอย่างรอบคอบก่อน ซึ่งในภาพรวมการเปิดเอฟทีเอไทยอียูก็ยังเป็นภาพบวก เพราะจะทำให้ไทยมีตลาดที่เปิดมากขึ้น เป็นโอกาสของผู้ประกอบการที่จะเข้าไปทำตลาด เพราะผู้ส่งออกไทยส่วนใหญ่มีความเข้มแข็งอยู่แล้ว” นายวิศิษฎ์ กล่าวนายวิศิษฎ์ กล่าวว่า ขณะนี้ขั้นตอนการทำเอฟทีเอไทยอียู อยู่ในช่วงเปิดรับฟังความคิดเห็น มีการหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยแต่เดิมอียูต้องการจะเจรจาเปิดเสรีกับอาเซียนแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะบางประเทศยังไม่มีความพร้อม จึงมีความพยายามที่จะหันมาเจรจาเป็นคู่ เช่น ไทยอียู หรือมาเลเซียอียู แทน
สำหรับมูลค่าการค้าระหว่างไทยอียู ในช่วงไตรมาสแรก (ม.ค.มี.ค 2553) มีมูลค่า 1.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 17% มีสัดส่วนทางการตลาด 11.68%







