posttoday
ฐานผลิตผู้ผลิต

ฐานผลิตผู้ผลิต

27 มีนาคม 2557

สิ่งทอในฮ่องกงเตรียมอพยพฐานการผลิตไปเมียนมาร์ ต้นทุนผลิตลด 20 ทูตพาณิชย์แนะใช้ฐานAEC เร่งมือคลัสเตอร์ตามแผนกลยุทธ์กรมส่งเสริมการค้าฯ

สิ่งทอในฮ่องกงเตรียมอพยพฐานการผลิตไปเมียนมาร์ ต้นทุนผลิตลด 20 ทูตพาณิชย์แนะใช้ฐานAEC เร่งมือคลัสเตอร์ตามแผนกลยุทธ์กรมส่งเสริมการค้าฯ

ต้นทุนด้านแรงงานเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) หลายประเทศเริ่มย้ายฐานการผลิต เพื่อไปตั้งโรงงานในประเทศที่มีแรงงานถูกกว่าเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการไทยต้องเฝ้าระวัง เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

ล่าสุด นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ ฮ่องกง รายงานว่าผู้ผลิตสิ่งทอฮ่องกงได้ลงนามในสัญญา เพื่อจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมแห่งแรกขนาด 200 เฮกตาร์ (ประมาณ 1,250 ไร่) ในกรุงย่างกุ้ง คาดว่าจะลดต้นทุนการผลิตได้กว่าครึ่งหนึ่ง โดยค่าจ้างแรงงานที่เขตอุตสาหกรรมดังกล่าวจะลดลงเหลือเพียง 1 ใน 5 ของค่าจ้างแรงงานในจีนแผ่นดินใหญ่เท่านั้น คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้กลางปี 2558 และจะเริ่มผลิตได้ภายในปี 2559

เขตอุตสาหกรรมดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของ Thilawa Special Economic Zone โดยคาดว่าจะ จ้างแรงงานเมียนมาร์ได้อย่างน้อย 30,000 คน ค่าแรงอยู่ที่ประมาณ 100 – 200 เหรียญสหรัฐต่อเดือน ทั้งนอกจากนี้ สินค้าที่ส่งออกจากพม่าไปยังสหภาพยุโรป (อียู) จะไม่เสียภาษีนําเข้าอีกด้วย อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนในจีนยังไม่เห็นแนวโน้มของผู้ผลิตที่จะย้ายฐานการผลิต แต่ยังมีปัญหาอื่นๆ อีกมาก อาทิ ขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งหากต้องส่งออกไปสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่อียู ก็ไม่ควรย้ายฐานการผลิตไปเมียนมาร์ เพราะการขนส่งจะลําบากกว่าเดิม

รายงานข่าวจากสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ ฮ่องกง แจ้งว่า อุตสาหกรรมการผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งหุ่มต่างชาติ เริ่มให้ความสําคัญในการลดต้นทุนการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยได้ย้ายฐานการผลิตจากจีน ซึ่งมีค่าจ้างแรงงานต่ำแล้ว ไปยังเมียนมาร์ที่มีค่าจ้างแรงงานลดลงไปอีก 20% รวมทั้งหวังใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากร(จีเอสพี) ไม่เสียภาษีนําเข้าที่อียูให้แกเมียนมาร์อีกด้วย

สําหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มนั้นไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่า ปัจจุบันไทยมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องค่าจ้างแรงงาน ทําให้ไม่อาจแข่งขันในเรื่องราคาได้ต่อไป โดยเฉพาะหากมองว่าคู่ค้าของไทยอย่างฮ่องกง พยายามเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยการลดต้นทุนการผลิตเช่นกัน ดังนั้น แทนที่ผู้ประกอบการไทยจะพยายามแข่งขันในเรื่องราคาควรจะหันไปให้ความสําคัญในการยกระดับการผลิต และพัฒนาสินค้าให้มีมาตรฐานและคุณภาพสูง สร้างแบรนด์ของตนให้มีชื่อติดตลาด พัฒนาการบริหารจัดการ การวิจัยและพัฒนาสินค้าให้มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทยและเปลี่ยนไปเจาะตลาดบนแทนแข่งขันด้านราคาในตลาดล่าง

รวมทั้งผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาความเป็นไปได้ในการใช้ประโยชน์จากการเป็นฐานการผลิตเดียวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ให้เต็มที่ โดยพัฒนาห่วงโซ่การผลิตให้มีประสิทธิภาพครบวงจรทั้งกระบวนการผลิตและการตลาด หรือพิจารณาขยายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีค่าแรงต่ำ อาทิ พม่า ลาว และกัมพูชา เป็นต้นอย่างไรก็ดี ปริมาณการส่งออกเครื่องนุ่งห่มยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของตลาดส่งออกหลักของไทย (อเมริกาและอียู) ดังนั้นไทยควรหันมาเน้นตลาดใหม่ อาทิ อาเซียน ซึ่งเมื่อปี 56 ก็เป็น ตลาดส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ใหญ่ที่สุดของไทยและมีศักยภาพในการขยายตัวสูง โดยไทยยังมีความเข้มแข็งในการผลิต สินค้าประเภทต้นน้ำและกลางน้ำ เช่น ผ้าผืนและเส้นด้าย เนื่องจากมีเทคโนโลยีในการผลิตที่มีประสิทธิภาพที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน ไทยจึงไม่ควรละเลยสินค้าเหล่านี้และเน้นพัฒนาคุณภาพผ้าผืนและเส้นด้ายให้สูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อคงความเป็นสินค้าดาวเด่นของไทยต่อไป

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ