posttoday
ทำไมต้องรอ Dead Line? แล้วค่อยทำ

ทำไมต้องรอ Dead Line? แล้วค่อยทำ

27 มีนาคม 2557

เป็นพฤติกรรมของคนไทยอย่างหนึ่ง (ไม่รู้ว่าคนชาติอื่นเป็นรึเปล่า? เพราะยังไม่เจอรายงานวิจัยเรื่องนี้เลย) ที่เวลาจะทำอะไรก็ตาม ถ้าไฟไม่ลนก้น ไม่ใกล้ Dead Line จริงๆ จะไม่ยอมทำ และพฤติกรรมนี้เป็นกันตั้งแต่เด็กยันผู้แก่ผู้เฒ่าเลยทีเดียว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของเด็กๆ ก็คือ การที่ไม่ยอมอ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอระหว่างภาคเรียน แต่มาอดหลับอดนอนอ่านก่อนสอบเพียง 12 วัน ทำให้เวลาสอบ บางคนอาจสอบตก บางคนแม้จะทำข้อสอบได้ แต่ก็จะไม่เข้าใจหรือจำเนื้อหาวิชาที่เรียนได้อย่างลึกซึ้ง และเมื่อสอบเสร็จไม่นานก็จะลืม เพราะการอ่านเพื่อสอบกับการอ่านเพื่อเข้าใจอย่างลึกซึ้งมันต่างกัน

เป็นพฤติกรรมของคนไทยอย่างหนึ่ง (ไม่รู้ว่าคนชาติอื่นเป็นรึเปล่า? เพราะยังไม่เจอรายงานวิจัยเรื่องนี้เลย) ที่เวลาจะทำอะไรก็ตาม ถ้าไฟไม่ลนก้น ไม่ใกล้ Dead Line จริงๆ จะไม่ยอมทำ และพฤติกรรมนี้เป็นกันตั้งแต่เด็กยันผู้แก่ผู้เฒ่าเลยทีเดียว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของเด็กๆ ก็คือ การที่ไม่ยอมอ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอระหว่างภาคเรียน แต่มาอดหลับอดนอนอ่านก่อนสอบเพียง 12 วัน ทำให้เวลาสอบ บางคนอาจสอบตก บางคนแม้จะทำข้อสอบได้ แต่ก็จะไม่เข้าใจหรือจำเนื้อหาวิชาที่เรียนได้อย่างลึกซึ้ง และเมื่อสอบเสร็จไม่นานก็จะลืม เพราะการอ่านเพื่อสอบกับการอ่านเพื่อเข้าใจอย่างลึกซึ้งมันต่างกัน

พฤติกรรมนี้เริ่มจากวัยเด็กก็ติดมาถึงวัยทำงาน เราก็จะเห็นในชีวิตการทำงานของพวกเราเอง งานต้องใกล้ Dead Line เท่านั้น สมองถึงแล่น ถ้าไม่ใกล้ Dead Line รู้สึกทำอะไร มันเอื่อยๆ ไม่เร้าใจ และก็เพราะพฤติกรรมเช่นนี้แหละครับ ทำให้หลายคนไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การเงิน เพราะงานที่ออกมาจะขาดความเรียบร้อย มีจุดบกพร่องมากมาย

เราควรระลึกเสมอครับว่า งานที่เราทำ คือ ความน่าเชื่อถือของเรา คือ ตัวตนของเรา ทุกพฤติกรรมของเราจะถูกประเมินโดยคนรอบข้างเสมอ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม อย่างเช่น หากเราเป็นคนมาทำงานสายทุกวัน แม้จะไม่มีใครว่า แต่การมาทำงานสายของเราก็จะถูกบันทึกในความทรงจำของเพื่อนร่วมงานเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น หากมีงานใดที่มีความสำคัญมากๆ ต้องทำให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด ผู้บริหารย่อมต้องการผู้ที่สามารถไว้วางใจได้ว่าจะทำให้งานนั้นประสบความสำเร็จ แน่นอนเราไม่ใช่ตัวเลือกที่ผู้บริหารเลือกแน่นอน และนั่นหมายถึง เราได้ทำลายโอกาสในการแสดงฝีมือด้วยตัวเราเอง

ไม่เพียงแต่ในงาน ในชีวิตส่วนตัวก็เป็นเหมือนๆ กัน อย่างเช่น การออมเงินเพื่อวัยเกษียณ จากรายงานวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วันที่ 15 ม.ค. 2556 พบว่า มีเพียงร้อยละ 38 ที่เคยวางแผนเพื่อการเกษียณ อายุเฉลี่ยที่เริ่มต้นวางแผนเพื่อการเกษียณ คือ 42 ปี ซึ่งถือว่าค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับผลการศึกษาของประเทศอื่นๆ และเพื่อที่จะให้มีเงินออมมากพอในยามเกษียณ ก็จะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงด้วยสัดส่วนที่สูงขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งเป็นการลงทุนที่ไม่เหมาะสม เพราะสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงที่เหมาะสมจะแปรผกผันกับอายุของผู้ลงทุน คือ ยิ่งอายุน้อย ควรลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมาก เพราะความสามารถในการรับความเสี่ยงสูง ในทางกลับกัน ยิ่งอายุมาก ควรลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงน้อย เพราะความสามารถในการรับความเสี่ยงต่ำ เป็นต้น พฤติกรรมดังกล่าวทำให้ผู้เกษียณอายุหลายคนมีเงินออมในวัยเกษียณไม่พอใช้ ทั้งสาเหตุจากออมน้อยเกินไป ออมช้าเกินไป และลงทุนผิด

หรืออีกกรณีหนึ่งที่เห็นบ่อยมาก คือ การซื้อกองทุน RMF หรือ LTF ที่มักจะรอซื้อกันวันสุดท้ายทั้งที่มีเวลาทั้งปีให้เลือกซื้อ แต่กลับไม่ซื้อ มารอซื้อวันสุดท้าย ปะเหมาะเคราะห์ร้าย วันสุดท้ายเกิดมีกิจธุระ หรือไม่สะดวกด้วยประการใดๆ ก็อาจทำให้ซื้อไม่ทัน ปีนั้นก็เลยต้องเสียภาษีแพง เพราะไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์ของกองทุน RMF และ LTF หรือบางครั้งอาจซื้อทัน แต่กลับเป็นว่าต้องซื้อของแพง เพราะหุ้นขึ้น ทำให้ NAV ของกองทุน RMF และ LTF ที่จะซื้อสูงขึ้น จะไม่ซื้อก็ไม่ได้ เพราะวันสุดท้ายแล้ว กลายเป็นต้องเสียค่าบทเรียน “ไม่ถึง Dead Line ไม่ทำ” ในราคาแพง

และหากมองไปในแง่ชีวิตครอบครัว ก็มีประเด็นในเรื่อง “ไม่ถึง Dead Line ไม่ทำ” เหมือนกัน ที่อยากยกให้เห็นเป็นตัวอย่าง คือ กลุ่มอาการ “ลูกสาวจากแคลิฟอร์เนีย” หรือ กลุ่มอาการ “กตัญญูเฉียบพลัน” ในช่วงวาระสุดท้ายของผู้ป่วยที่การรักษาทำได้แค่ประคับประคองและทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายและรู้สึกมีค่ามากที่สุด เพื่อจะรอให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบ (Palliative Care) ญาติทั่วไปจะเลือกไม่ปั๊มหัวใจ ไม่ใส่ท่อช่วยหัวใจ เพราะไม่อยากให้ผู้ป่วยต้องทรมาน แต่ก็มักจะมี “ลูกสาวจากแคลิฟอร์เนีย” หรือพูดง่ายๆ คือ ญาติจำพวกที่ร้อยวันพันปีไม่เคยมาดูแลพ่อแม่ปู่ย่าที่ป่วยไข้เลย มาโผล่ในตอนนี้และมักเกิดอาการ “กตัญญูเฉียบพลัน” ยกตัวอย่างคำของญาติที่มีอาการกตัญญูเฉียบพลันมักพูดให้หมอได้ยินบ่อยๆ คือ “หมอทำเต็มที่เลย จะปั๊มหัวใจ จะใส่ท่อ ทำยังไงก็ได้ให้คนไข้รอด” สุดท้ายหมอต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ต้องปั๊มหัวใจ จนซี่โครงหัก ปอดฉีก คนไข้บางคนเจ็บปวดทรมานมากขึ้นกว่าเดิม และท้ายที่สุดก็ยังเสียชีวิตอยู่ดี ไม่รู้จริงๆ ว่า การยื้อชีวิตผู้ป่วยที่รักทั้งที่รู้ว่าไม่ไหว เป็นเพราะกตัญญูจริงๆ หรือแค่ต้องการแสดงให้คนอื่นเห็นว่ากตัญญูก็ไม่รู้ ถ้าอยากให้คุณพ่อคุณแม่มีความสุขจริงๆ ก็ควรจะดูแลพ่อแม่ตั้งแต่วันนี้วันที่ท่านยังอยู่กับเรา อย่ารอจนมีอาการกตัญญูเฉียบพลัน...

สรุปแล้ว การทำหน้าที่ของเราอย่างมีความรับผิดชอบ อย่างมีวินัย อย่างมีการวางแผนงานที่ดี เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ทำให้งานของเราออกมาดี ทำให้เรามีความมั่นคงทั้งการงานและการเงิน และเป็นการบริหารเวลาที่ดีอีกด้วย เพราะเมื่อเราทำงานตามหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ เตรียมพร้อม เราก็จะมีเวลาที่มากพอไปทำสิ่งอื่นที่เป็นประโยชน์ เช่น ใช้ในการพัฒนาความรู้ความสามารถ ใช้ในการทำกิจกรรมอื่นๆ เพิ่มขึ้น เป็นต้น เริ่มกันเลยนะ ปรับปรุงตัวกันตอนนี้เลย อย่ารอให้ถึง “Dead Line” แล้วค่อยทำ

“การงานไม่คั่งค้างสับสน เป็นอุดมมงคลแห่งชีวิต”

อนากุลา จ กมฺมนฺตา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ.

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ