
สุญญากาศ "บีโอไอ"แช่แข็งลงทุนเอกชน
เป็นปัญหาคาราคาซังมานานกว่า 5 เดือนเต็มแล้ว ที่กลไกในการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการใหม่ของไทยอยู่ในภาวะสุญญากาศ การลงทุนเอกชนแทบจะอยู่ในภาวะเครื่องยนต์สะดุด เพราะมีโครงการที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนค้างอยู่เป็นมูลค่า 5 แสนล้านบาท
เป็นปัญหาคาราคาซังมานานกว่า 5 เดือนเต็มแล้ว ที่กลไกในการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการใหม่ของไทยอยู่ในภาวะสุญญากาศ การลงทุนเอกชนแทบจะอยู่ในภาวะเครื่องยนต์สะดุด เพราะมีโครงการที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนค้างอยู่เป็นมูลค่า 5 แสนล้านบาท
เมื่อคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน หมดวาระลงในเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว แต่วันนี้ยังไม่มีการตั้งบอร์ดบีโอไอใหม่ ท่ามกลางข้อกังขาของเอกชน
“ในแง่ดี ผมมองว่ารัฐบาลคงกลัวถูกฟ้อง เพราะการอนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนใหม่มันมีเรื่องภาษีเข้ามาเกี่ยว เขาก็เลยไม่อยากยุ่ง แม้ว่าจะทำให้เอกชนเสียโอกาสในการลงทุนเพื่อรองรับเศรษฐกิจโลกที่น่าจะฟื้นตัวใน 12 ปีข้างหน้า” พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเปิดเผย
แต่หากมองในแง่มุมหนึ่ง พรศิลป์ ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลอาจรู้อยู่แล้วว่ามีอำนาจในการแต่งตั้งบอร์ดบีโอไอชุดใหม่ แต่ที่นายกฯ ยังไม่มีการลงนามคำสั่งแต่งตั้ง เพราะต้องการให้เอกชนรายใหญ่ที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับผลกระทบ กลายเป็นแนวร่วมกับรัฐบาลรักษาการในการผลักดันให้เกิดการเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่โดยเร็ว เพื่อจะได้แต่งตั้งบอร์ดบีโอไอ
“ในทางการเมืองเขามีทางเลือก 2 ทาง คือ ตั้งบอร์ดทันที กับดึงเรื่องให้ช้าออกไป ซึ่งถ้าดีดลูกคิดแล้ว วิธีการหลังจะเป็นประโยชน์กับรัฐบาลรักษาการมากกว่า เพราะเมื่อเอกชนรายใหญ่ๆ ออกมาโวยวายมากๆ ก็จะเป็นตัวเร่งให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ซึ่งนี่อาจจะเป็นทางที่เขาต้องการก็ได้” พรศิลป์ ให้ความเห็น
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งสถานการณ์ทางการเมืองที่เขม็งเกลียวเมื่อปลายปี 2556 จนทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ตัดสินใจประกาศยุบสภาในวันที่ 9 ธ.ค. 2556 ส่งผลให้การแต่งตั้งบอร์ดบีโอไอชุดใหม่ต้องยุติลง เพราะการเสนอแต่งตั้งบอร์ดบีโอไอชุดใหม่ จะต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน
กระทั่งผ่านมาจนถึงวันที่ 18 ก.พ. อุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการบีโอไอ แจ้งต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ ที่มีนายกฯ ยิ่งลักษณ์ นั่งหัวโต๊ะว่า กกต.ระบุว่า การแต่งตั้งบอร์ดบีโอไอชุดใหม่แทนชุดเดิมทำได้ และไม่เข้าข่ายว่าจะต้องเสนอเรื่องให้ กกต.เห็นชอบก่อน
กกต.ให้เงื่อนไขต่อ ครม.รักษาการเพียงว่า การแต่งตั้งบอร์ดบีโอไอชุดใหม่จะต้องไม่เข้าข่ายใช้ทรัพยากรของรัฐ หรือบุคลากรของรัฐที่มีผลต่อการเลือกตั้ง และต้องไม่มีผลผูกพันต่อ ครม.ชุดต่อไปเท่านั้น
แต่นั่นก็ทำให้เกิดเงื่อนปมใหม่ในทางกฎหมาย และทำให้รัฐบาลรักษาการมีความลังเล และสั่งให้สำนักงานบีโอไอต้องทำหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า รัฐบาลรักษาการมีอำนาจแต่งตั้งบอร์ดบีโอไอหรือไม่ และบอร์ดมีอำนาจเพียงใด
“ตอนนี้กฤษฎีกายังไม่มีการตีความออกมาว่า จะตั้งบอร์ดบีโอไอได้หรือไม่ ทำให้เกิดปัญหาคือ ไม่มีใครรู้ว่าจะเดินต่อไปอย่างไรและเมื่อไหร่ แม้แต่กฤษฎีกาซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลก็ไม่กล้าตีความ กลายเป็นว่าทุกอย่างไม่มีมาตรฐาน ไม่มีบรรทัดฐานไปแล้ว” แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุ
ในขณะที่รัฐมนตรีส่วนใหญ่ในรัฐบาลดูเหมือนจะไม่กระตือรือร้นที่จะผลักดันให้มีการแต่งตั้งบอร์ดบีโอไอโดยเร็ว มีเพียง กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ที่โพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 21 ก.พ.ว่า “...กกต.ได้ให้ความเห็นกับ BOI ว่า น่าจะสามารถดำเนินการตามอำนาจได้ เพื่อให้การลงทุนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง...”
แต่สุดท้ายการแต่งตั้งบอร์ดบีโอไอชุดใหม่ ก็ยังอยู่ในภาวะลูกผีลูกคนอยู่ดี ที่สำคัญในสถานการณ์เช่นนี้ ได้ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความไม่เชื่อมั่นรุนแรง
พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า หากเป็นไปได้อยากให้มีการประชุมบอร์ดบีโอไอได้ตั้งแต่เดือน มี.ค.นี้ เพราะปัจจุบันมีโครงการลงทุนมูลค่าตั้งแต่ 200 ล้านบาทขึ้นไป ค้างท่อกว่า 5 แสนล้านบาท
“หากขั้นตอนการพิจารณาช้าออกไป อาจทำให้นักลงทุนเปลี่ยนใจไปลงทุนประเทศอื่นก็ได้ เช่น อุตสาหกรรมที่การแข่งขันสูงและต้องช่วงชิงตลาดกัน คงรอการแก้ปัญหาของเราไม่ไหว และอาจตัดสินใจไปลงทุนในอินโดนีเซีย เวียดนามแทน” พยุงศักดิ์ กล่าว
งานนี้ก็ต้องวัดใจกันว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์จะตัดสินใจอย่างไร เพื่อให้มีบอร์ดบีโอไอชุดใหม่ที่จะมาเป็นกลไกขับเคลื่อนการลงทุนเอกชนอย่างเต็มสูบ เพื่อรองรับกำลังซื้อในตลาดโลกที่ค่อยๆ ฟื้นตัว และน่าจะกลับมาแข็งแรงในอีกไม่เกิน 1-2 ปีจากนี้
แต่หากในเร็วๆ นี้รัฐบาลยังไม่มีความเคลื่อนไหว ก็อาจมีข้อครหาที่ว่า จงใจแช่แข็งการลงทุนเอกชนก็เป็นได้







