
ตลาดหุ้นสหรัฐยังมีโอกาสไปต่อหลังย่อฐานลงมา
สวัสดีครับ ในช่วงนี้หากพูดถึงเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ ที่เผชิญกับวิกฤตการเงินครั้งรุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น คงจะเห็นกันได้ว่าประเทศที่มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจมากที่สุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเห็นได้จากตัวเลข GDP ล่าสุดของสหรัฐอเมริกาในไตรมาส 4/2556 ที่ขยายตัวกว่า 2.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และสูงกว่าการขยายตัวที่ 2% ในไตรมาส 3/2556 ซึ่งแสดงถึงการเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น หลังจากที่ผ่านพ้นวิกฤตทางการเงินในปี 2008 หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า “Hamburger Crisis” โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาฟื้นตัวขึ้นได้นั้น มาจากการใช้จ่ายภายในประเทศที่เริ่มกลับมาดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อมั่นการบริโภคที่สูงขึ้น ยอดค้าปลีกที่เพิ่มขึ้น และการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่เติบโต ซึ่งให้ภาพในทิศทางเดียวกัน รวมทั้งการบริโภคในประเทศของสหรัฐอเมริกายังมีสัดส่วนที่ค่อนข้างใหญ่ที่สุดใน GDP คืออยู่ที่ประมาณถึง 70% นั่นหมายถึงว่า หากการบริโภคหรือการจับจ่ายใช้สอยในประเทศของสหรัฐอเมริกาฟื้นตัวได้อย่างมีเสถียรภาพนั้น ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาฟื้นตัวได้อย่างมีเสถียรภาพเช่นเดียวกัน
สวัสดีครับ ในช่วงนี้หากพูดถึงเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ ที่เผชิญกับวิกฤตการเงินครั้งรุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น คงจะเห็นกันได้ว่าประเทศที่มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจมากที่สุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเห็นได้จากตัวเลข GDP ล่าสุดของสหรัฐอเมริกาในไตรมาส 4/2556 ที่ขยายตัวกว่า 2.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และสูงกว่าการขยายตัวที่ 2% ในไตรมาส 3/2556 ซึ่งแสดงถึงการเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น หลังจากที่ผ่านพ้นวิกฤตทางการเงินในปี 2008 หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า “Hamburger Crisis” โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาฟื้นตัวขึ้นได้นั้น มาจากการใช้จ่ายภายในประเทศที่เริ่มกลับมาดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อมั่นการบริโภคที่สูงขึ้น ยอดค้าปลีกที่เพิ่มขึ้น และการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่เติบโต ซึ่งให้ภาพในทิศทางเดียวกัน รวมทั้งการบริโภคในประเทศของสหรัฐอเมริกายังมีสัดส่วนที่ค่อนข้างใหญ่ที่สุดใน GDP คืออยู่ที่ประมาณถึง 70% นั่นหมายถึงว่า หากการบริโภคหรือการจับจ่ายใช้สอยในประเทศของสหรัฐอเมริกาฟื้นตัวได้อย่างมีเสถียรภาพนั้น ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาฟื้นตัวได้อย่างมีเสถียรภาพเช่นเดียวกัน
ขณะเดียวกัน นอกจากการบริโภคภายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นแล้ว ตลาดแรงงานและอสังหาริมทรัพย์ที่เคยมีปัญหาในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 ก็เริ่มทยอยดีขึ้นตามลำดับ ทั้งตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน และยอดขายบ้านใหม่ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งตัวเลขต่างๆ เหล่านี้ยังได้รับการตอกย้ำว่าสะท้อนถึงการเติบโตของสหรัฐอเมริกาที่เป็นไปอย่างต่อเนื่องจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐได้ทยอยปรับลด QE ต่อเนื่อง และตัดสินใจอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้เร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์อีกด้วย
ด้านตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ก็ได้ปรับตัวขึ้นขานรับกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจดังกล่าวเช่นเดียวกัน โดยในปีที่ผ่านมา ดัชนี S&P500 ได้ปรับตัวขึ้นถึง 38% หลังจากที่ปรับตัวลดลงมากในช่วงปี 2008 โดยผมคาดว่าดัชนี S&P500 น่าจะมีโอกาสเพิ่มขึ้นไปแตะที่ระดับ 2,000 จุดได้ในเวลาใกล้ๆ นี้ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นการบริโภคภายในประเทศ เนื่องจากได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของการบริโภค การจับจ่ายใช้สอยของประชาชน และการเริ่มลงทุนเพิ่มเติมในสินค้าทุน (Capital Spending) ของบริษัทต่างๆ ที่มากขึ้น รวมทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต/ Material และขนส่ง จากอานิสงส์ของการบริโภคที่เพิ่มขึ้นและราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลง หลังจากที่เศรษฐกิจจีนอาจไม่ได้เติบโตได้มากตามเท่าที่ตลาดคาดการณ์และปริมาณอุปทานน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจาก Shale gas ที่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น
ท้ายสุด ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยีและการสื่อสาร (Technology) จากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เนื่องจากยังมีกระแสตอบรับจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง และผู้ผลิตรายใหญ่ต่างมีการลงทุนและพัฒนาสินค้าเพื่อเสนอขายและขยายฐานลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งทั้ง 3 อุตสาหกรรมเหล่านี้ก็ได้สอดคล้องกับนักวิเคราะห์ต่างๆ ที่มองว่าแนวโน้มการเติบโตของรายได้บริษัทในปีนี้น่าจะสูงกว่าเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมกลุ่มอื่นๆ
ซึ่งหากนักลงทุนสนใจการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาและต้องการกระจายการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมทั้ง 3 อุตสาหกรรมที่กล่าวถึงนั้น อาจพิจารณาตัดสินใจเลือกลงทุนผ่านกองทุนเปิด ยูเอส 5 ฟันด์ ซึ่งเน้นการลงทุนในกองทุน ETF ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา โดยเน้นสร้างผลตอบแทนของกองทุนให้เหนือกว่าเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ซึ่งใช้กลยุทธ์การลงทุนในลักษณะ Core & Satellite ในการลงทุน โดยเน้นการลงทุนหลัก (Core Strategy) ใน Index โดยเฉพาะ S&P500 และ NASDAQ Index และลงทุนใน 3 อุตสาหกรรมดังกล่าวเพื่อสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Satellite Strategy) หากนักลงทุนสนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บลจ.วรรณ หรือผู้สนับสนุนตัวแทนขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน แต่ทั้งนี้การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุนครับ







